Happy Workplace คืออะไร? องค์กรแบบไหนที่ใครก็อยากร่วมงานด้วย

ทีมของคุณเลื่อนการ launch โปรเจกต์มาแล้วกี่รอบ?

แอดถามแบบนี้เพราะเพิ่งเจอกับตัวเอง

โปรเจกต์เล็ก ๆ ที่แอดทำร่วมกับทีมใหม่ เลื่อนการเปิดตัวสินค้ามาแล้ว 2 รอบ ทุกคนในทีมมีความถนัดในแผนกที่ตัวเองรับผิดชอบ ทุกคนเริ่มต้นด้วยความตั้งใจดี แต่พอถึงเวลาทำงานจริง ทุกคนเหมือนยังรอให้มีคนบอกว่าต้องทำอะไร

ฟังดูคุ้น ๆ ไหมคะ

ถ้าองค์กรของคุณมีทั้งโต๊ะปิงปอง มีฟรีสแน็ก มีกิจกรรมนวด มีที่ปรึกษาสุขภาพจิต มีสิ่งที่ ส.ส.ส. บอกว่า Happy Workplace ควรมีอะไรครบทุกอย่าง แต่ทีมทำงานก็ยังนิ่ง ยังรอคำสั่ง ยังไม่กล้าเสนอไอเดีย และงานไม่ไปถึงตามเป้าหมาย

ปัญหานี้มันมีอะไรลึกซึ้งกว่าแค่การสร้างสิ่งแวดล้อมให้เป็น Happy Workplace ค่ะ

Happy Workplace คืออะไร และ Happy Workplace 8 ประการ มีอะไรบ้าง

Happy Workplace หรือองค์กรแห่งความสุข คือ แนวคิดที่พัฒนาโดย สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) ที่มองว่าความสุขในการทำงานไม่ใช่เรื่องของสวัสดิการอย่างเดียว แต่ต้องตอบโจทย์ความต้องการของมนุษย์แบบรอบด้าน โดยแบ่งออกเป็น 8 ประการ ได้แก่

  • Happy Body สุขภาพกายและใจดี
  • Happy Heart มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อกัน
  • Happy Society สังคมในองค์กรที่ดี มีความสามัคคี
  • Happy Relax รู้จักผ่อนคลาย
  • Happy Brain พัฒนาความรู้ตัวเองอย่างต่อเนื่อง
  • Happy Soul มีคุณธรรม มีความหมายในสิ่งที่ทำ
  • Happy Money การเงินมั่นคง ใช้จ่ายพอดี
  • Happy Family ครอบครัวเป็นกำลังใจให้การทำงาน

ทั้ง 8 ข้อนี้ดีและครบถ้วนมาก ๆ ในระดับองค์กรและในภาพใหญ่

แต่คำถามที่แอดอยากชวนคิดต่อคือ… แล้วทำไมบางทีมในบางองค์กรถึงยังไม่มีความสุข ทั้งที่ (เหมือนจะ) มีครบทุกข้อ?

ความสุขที่แท้จริง ไม่ได้มาจากสวัสดิการ แต่มาจากความต้องการที่ “ถูกมองเห็น”

นักจิตวิทยาชื่อ Abraham Maslow นำเสนอทฤษฏีที่เรารู้จักกันดีและถูกใช้อ้างอิงมาหลายทศวรรษว่า มนุษย์มีความต้องการเป็นลำดับขั้น เริ่มจากความอยู่รอด ไปจนถึงการเป็นตัวเองอย่างเต็มศักยภาพ (self-actualization)

ความต้องการขั้นพื้นฐานที่สุดอย่างความอยู่รอดและความปลอดภัย เป็นสิ่งที่องค์กรควรมีให้อยู่แล้วเป็นพื้นฐาน และ Happy Workplace 8 ประการก็ตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานตรงนี้ได้ดีมาก ทั้งในเรื่อง สุขภาพ การเงิน ครอบครัว การผ่อนคลาย และก็พูดถึงอีก 2 สิ่ง คือ Happy Brain และ Happy Soul ซึ่งเชื่อมโยงไปถึง ความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าของคนในทีมและองค์กร

สิ่งที่เป็นความต้องการที่แท้จริงของมนุษย์ คือ ความคิดและความรู้สึกของคน ความรู้สึกที่ว่าตนเองมีคุณค่า ได้รับการยอมรับ และสามารถแสดงศักยภาพเต็มที่

นี่คือจุดที่แอดอยากเอากรอบคิดอีกตัวมาช่วยขยายภาพให้ชัดขึ้นให้เห็นความเชื่อมโยงของการสร้างทีม สร้างสภาพแวดล้อม และสร้าง Happy Workplace ที่คนอยากเข้ามาร่วมงาน

ทีมของคุณกำลังอยู่ช่วงไหน และทีมต้องการอะไรในช่วงนั้น

Bruce Tuckman นักจิตวิทยาที่ศึกษาพัฒนาการของทีม เสนอทฤษฏีว่าทุกทีมต้องผ่าน 4 ช่วง คือ

Forming → Storming → Norming → Performing

แต่ละช่วงของทีม สามารถผูกอยู่กับความต้องการส่วนบุคคลของ Maslow ชวนให้ลองมองในมุมนี้ดูค่ะ

1. Forming → ความต้องการส่วนบุคคล “การเป็นส่วนหนึ่ง” (Belonging)

สัญญาณที่บอกว่าทีมคุณอยู่ช่วงนี้: ทุกคนสุภาพมาก ประชุมเงียบ ไม่มีใครแย้ง ไม่มีใครอาสาก่อน รอให้หัวหน้าพูดก่อนเสมอ

ช่วงแรกของการสร้างทีม ทุกคนกำลังถามคำถามเดียวกันในใจ (แม้จะไม่พูดออกมา) ทีมนี้มีที่ของฉันไหม หรือ ฉันควรพูดอะไรออกไปแค่ไหน

ทีมโปรเจกต์ที่แอดเล่าให้ฟังตอนต้น ก็ติดอยู่ตรงนี้นานทีเดียว

พอมานั่งคุยกันตรง ๆ แอดพบว่าปัญหาไม่ใช่ว่าทีมไม่เก่งหรือไม่อยากทำ แต่เป็นเพราะทุกคนทำโปรเจกต์นี้เป็น เหมือนงานเสริม และยังไม่มีมีเดิมพันจริง ๆ ถ้าไม่ทำ ก็ไม่มีอะไรเสีย ซึ่งสิ่งนี้ไม่น่าจะเกิดกับโปรเจกต์ทีมในองค์กรบ่อยนัก แต่ก็ลองสังเกตดูค่ะหากงานไม่ขยับ คุณในฐานะหัวหน้าทีมต้องมองให้ออกว่า คนในทีมรู้สึก Belong กับทีมทุกคนไหม

นี่คือสิ่งที่แอดเรียนรู้ว่าทีมเราผ่านช่วง Forming ไม่ได้ เพราะไม่มี why ที่แข็งแรงพอ แต่ละคนต้องกลับมาเช็คว่าตัวเองรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจ็คนี้จริง ๆ เพราะมีส่วนได้ส่วนเสียกับมัน

เมื่อไม่มีเดิมพันที่ชัดเจน ก็ไม่มีใครอาสา ไม่มีใครฟันธง เพราะความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งที่แท้จริง ต้องมีอะไรบางอย่างให้ยึดโยงกัน

สิ่งที่ผู้นำมักทำผิดในช่วงนี้: รีบเข็นให้ทีมเข้าสู่งานจริงทันที โดยข้ามขั้นตอนการทำความรู้จักและสร้าง purpose ร่วมกัน คิดว่าการประชุม kick-off ครั้งเดียวพอแล้ว ทั้งที่ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งต้องใช้เวลาสะสมให้เกิดทีละนิด ๆ ทุก ๆ วัน

2. Storming (ปะทะกัน) → ความต้องการส่วนบุคคล “การได้รับการยอมรับจากคนอื่น” (Esteem from others)

สัญญาณที่บอกว่าทีมคุณอยู่ช่วงนี้: เริ่มมีคนเถียงกันเรื่องวิธีทำงาน ไม่ใช่แค่คุยกันดี ๆ เหมือนแรก ๆ บางคนเงียบไปเลย บางคนพูดเสียงดังขึ้นกว่าเดิม การประชุมเริ่มมีอารมณ์ปนเข้ามา

พอทีมเริ่มขยับไปข้างหน้า ความเห็นต่างจะเริ่มโผล่ขึ้นมาและนี่คือช่วงที่ผู้นำหลายคนกลัวที่สุด โดยเฉพาะหัวหน้าทีมที่ไม่ชอบความขัดแย้ง

แต่ความจริงคือ ความขัดแย้งในช่วงนี้ ส่วนใหญ่จะไม่ได้เกี่ยวกับ “งาน” เลย มันคือการต่อสู้เพื่อให้เสียงของตัวเองถูกได้ยิน ถูกให้เครดิต ถูกเคารพ เป็นความต้องการลึกๆในจิตใจของการต้องการการยอมรับ

เวลาแอดได้ยินประโยคแบบ “ก็ได้ แล้วแต่ทุกคนละกัน” จากคนที่ปกติแอคทีฟมาก ๆ นั่นแหละคือสัญญาณว่าเขากำลังรู้สึกว่าความเห็นตัวเองไม่ถูกฟัง ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีความเห็น

ถ้าผู้นำเลือกที่จะกดความขัดแย้งไว้ เพื่อให้เกิดความสงบ(ชั่วคราว) จะทำให้ทีมไม่เติบโตขึ้น เพราะความขัดแย้งทั้งความคิดและไอเดีย จะก่อให้เกิดทีมที่แข็งแรง

สิ่งที่ผู้นำมักทำผิดในช่วงนี้: เข้าใจว่าทีมเงียบ = ทีมเข้าใจตรงกัน ทั้งที่จริง ๆ อาจเป็นความเงียบของคนที่รู้สึกว่าพูดไปก็ไม่มีใครฟังอยู่ดี

3. Norming (เข้าที่เข้าทาง) → ความต้องการส่วนบุคคล “การเชื่อมั่นในตัวเอง” (Self-esteem)

สัญญาณที่บอกว่าทีมคุณอยู่ช่วงนี้: ทีมเริ่มตัดสินใจเล็ก ๆ กันเองได้โดยไม่ถามหัวหน้าก่อน มีมุกตลกภายในทีม บรรยากาศการประชุมเริ่มผ่อนคลายกว่าเดิมมาก

พอทีมผ่านช่วงปะทะกันมาได้ ทุกคนเริ่มรู้บทบาทของตัวเองชัดขึ้น ความไว้ใจเริ่มก่อตัว ทีมเริ่มเข้าที่เข้าทาง

สิ่งที่เกิดขึ้นข้างในใจแต่ละคน ไม่ใช่แค่รู้ว่าต้องทำอะไร หรือ รู้หน้าที่ของตัวเองอย่างเดียว

มันคือการเริ่มเชื่อมั่นในการตัดสินใจของตัวเอง ไม่ต้องรอให้หัวหน้าเช็คทุกขั้นตอน ไม่ต้องรอให้คนอื่นบอกว่าใช้ได้แล้วแหละตลอดเวลา

ถ้าผู้นำยังคุมทุกรายละเอียดในช่วงนี้อยู่ ทีมจะไม่มีโอกาสได้ฝึกความเชื่อมั่นในตัวเองเลยค่ะ ต่อให้ทีมเข้าที่เข้าทางแค่ไหน ก็จะเป็นทีมที่ยังต้องพึ่งพาหัวหน้าอยู่ดี ดังนั้นสังเกตพฤติกรรม Micro manage ของตัวเองดีๆ

ในช่วงนี้ผู้นำทีมต้องกล้าถอยออกมาหนึ่งก้าว ปล่อยให้ทีมได้ตัดสินใจเอง แม้บางครั้งจะไม่ใช่วิธีที่เราจะเลือกก็ตาม

สิ่งที่ผู้นำมักทำผิดในช่วงนี้: เห็นทีมทำงานคล่องขึ้นแล้วก็อดใจไม่ได้ที่จะเข้าไปแก้ไขรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่ดี ซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นที่ทีมเพิ่งเริ่มสร้างขึ้นมา

4. Performing (ทำงานได้เต็มศักยภาพ) → ความต้องการส่วนบุคคล “การเป็นตัวเองอย่างเต็มที่” (Self-actualization)

สัญญาณที่บอกว่าทีมคุณอยู่ช่วงนี้: ทีมเสนอไอเดียใหม่ ๆ เองโดยไม่ต้องมีใครขอ มีคนถามหางานที่ท้าทายขึ้น ไม่ใช่แค่ทำงานให้เสร็จไปวัน ๆ

นี่คือช่วงที่ทุกทีมอยากไปให้ถึง ทีมทำงานด้วยความไว้ใจซึ่งกันและกันสูง ไม่ต้องอธิบายเยอะก็เข้าใจกัน งานที่ออกมามีคุณภาพและมีความคิดสร้างสรรค์

แต่สิ่งที่แอดอยากชวนสังเกตคือ ความสุขในช่วงนี้ไม่ได้มาจากการทำงานเสร็จเยอะ ๆ นะคะ

มันมาจากการที่แต่ละคนรู้สึกว่าตัวเองได้ทำงานที่ตรงกับศักยภาพจริง ๆ ของตัวเอง ไม่ใช่แค่ทำตามหน้าที่ไปวัน ๆ งานที่ทำตอบโจทย์เป้าหมายใหญ่ในชีวิตของแต่ละคนในทีม

บทบาทของผู้นำในช่วงนี้จึงเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงค่ะ จากคนที่คอยสั่งงาน กลายเป็นโค้ชที่ถามคำถามให้ทีมคิดต่อ มากกว่าจะบอกคำตอบให้

สิ่งที่ผู้นำมักทำผิดในช่วงนี้: เข้าใจว่าทีมเก่งแล้วไม่ต้องดูแลอะไรเพิ่ม เลยปล่อยทีมไปโดยไม่มีการเชื่อมโยงงานกับเป้าหมายที่ใหญ่กว่า ทำให้ความรู้สึกมีความหมายในงานค่อย ๆ จางลงโดยไม่รู้ตัว

ความท้าทายพิเศษของทีมข้ามวัฒนธรรมในแต่ละช่วงพัฒนาการของทีม

สำหรับผู้นำที่ดูแลทีมในองค์กรข้ามชาติ หรือทีมที่มีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติทำงานร่วมกัน กรอบคิด Tuckman x Maslow ยังมีอีกชั้นหนึ่งที่ต้องเข้าใจเพิ่มเติมค่ะ นั่นคือเรื่องของวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อวิธีที่แต่ละคนแสดงออกความต้องการของตัวเอง

ในช่วง Forming ทีมข้ามวัฒนธรรมมักใช้เวลานานกว่าทีมทั่วไปกว่าจะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง(Belong) จริง ๆ เพราะคนไทยหลายคนถูกสอนมาให้สังเกตก่อนพูด รอดูว่าคนอื่นทำตัวอย่างไรก่อนที่จะกล้าแสดงความเป็นตัวเอง ในขณะที่เพื่อนร่วมทีมชาวต่างชาติอาจคุ้นเคยกับการแสดงความเห็นตั้งแต่วันแรก ผู้นำที่ไม่รู้ความต่างตรงนี้ อาจตีความไปเองว่าคนไทยในทีมเฉื่อยชาหรือไม่สนใจ ทั้งที่จริง ๆ กำลังอยู่ในโหมดสังเกตการณ์อย่างตั้งใจ

พอเข้าสู่ช่วง Storming ความขัดแย้งในทีมข้ามวัฒนธรรมอาจไม่ปรากฏออกมาให้เห็นชัดเจนขนาดนั้นด้วยซ้ำ เพราะความเกรงใจทำให้คนไทยหลายคนเลือกที่จะเงียบในที่ประชุม แล้วไปพูดคุยกันเองนอกรอบ หรือส่งข้อความในไลน์กลุ่มแทนการพูดตรง ๆ ต่อหน้าทุกคน

ถ้าผู้นำที่เป็นชาวต่างชาติไม่คุ้นเคยกับพฤติกรรมแบบนี้ อาจเข้าใจผิดว่าทีมไม่มีปัญหาอะไรเลย ทั้งที่จริง ๆ ความเห็นต่างกำลังสะสมอยู่เงียบ ๆ และอาจปะทุออกมาในรูปแบบที่ไม่คาดคิด เช่น อัตราการลาออกที่สูงขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า

สิ่งที่แอดแนะนำเสมอกับผู้นำที่ดูแลทีมข้ามวัฒนธรรม คือให้สร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยกว่าการถามตรง ๆ ในที่ประชุมใหญ่ เช่น การคุยแบบตัวต่อตัว การให้ feedback แบบไม่ระบุชื่อ หรือการตั้งคำถามปลายเปิดที่ไม่บังคับให้ต้องตอบทันที เพื่อให้ทุกคนกล้าพูดความจริงมากขึ้น โดยไม่รู้สึกว่ากำลังทำให้ใครเสียหน้าในที่สาธารณะ

พอทีมผ่านช่วงนี้มาได้ สัญญาณของความไว้ใจในช่วง Norming ของทีมข้ามวัฒนธรรมก็อาจดูแตกต่างจากทีมทั่วไปเล็กน้อยค่ะ บางครั้งมันไม่ใช่การพูดตรง ๆ ว่าไว้ใจกันแล้ว แต่เป็นสิ่งเล็ก ๆ อย่างการแซวกันในทีม การเรียกชื่อเล่นแทนตำแหน่งงาน หรือการที่คนไทยในทีมกล้าเสนอความเห็นแย้งกับหัวหน้าเป็นคนแรก โดยไม่ต้องรอให้คนอื่นเสนอนำก่อน ผู้นำที่สังเกตสัญญาณเล็ก ๆ เหล่านี้ได้ จะรู้ว่าทีมกำลังเข้าสู่ช่วง Norming จริง ๆ แม้จะไม่มีใครประกาศออกมาตรง ๆ ก็ตาม

และเมื่อทีมข้ามวัฒนธรรมไปถึงช่วง Performing ได้จริง มันไม่ได้เป็นแค่ตัวชี้วัดว่าโปรเจกต์จะสำเร็จเท่านั้นนะคะ แต่มันสะท้อนว่าแต่ละคนในทีม ไม่ว่าจะมาจากพื้นเพวัฒนธรรมไหน ได้รับพื้นที่ให้เป็นตัวเองอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องเลือกระหว่างการรักษาความกลมกลืนในทีม กับการแสดงศักยภาพที่แท้จริงของตัวเอง และนั่นแหละคือความหมายที่แท้จริงของการสร้าง Happy Workplace ในองค์กรที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม

ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น เมื่อผู้นำทีมเข้าใจภาพนี้จริง ๆ

พอผู้นำเริ่มมองทีมผ่านเลนส์ของ Tuckman x Maslow แทนที่จะมองแค่ “ทีมนี้มีปัญหาอะไร” สิ่งที่เปลี่ยนไปคือมุมมองต่อพฤติกรรมของทีมทั้งหมดค่ะ

ความเงียบในที่ประชุมไม่ได้แปลว่าทีมโอเคแล้วเสมอไป มันอาจเป็นสัญญาณของ Forming ที่ยังไม่ผ่าน หรือ Storming ที่กำลังถูกกดไว้ ความขัดแย้งไม่ได้แปลว่าทีมกำลังมีปัญหา แต่อาจเป็นสัญญาณว่าทีมกำลังเติบโต และความเงียบแบบสบายใจในภายหลัง ก็ไม่เหมือนกับความเงียบแบบระแวดระวังในตอนแรกเลยสักนิด

ผู้นำที่จับสัญญาณเหล่านี้ได้ จะไม่ต้องเดาสุ่มว่าควรทำกิจกรรมอะไรกับทีม แต่จะรู้ทันทีว่าทีมต้องการอะไรในตอนนี้ และนั่นคือความแตกต่างระหว่างการทำ Happy Workplace แบบตามเทรนด์ กับการสร้าง Happy Workplace ที่ตอบโจทย์ทีมและความต้องหารของมนุษย์จริง ๆ

สำหรับผู้นำในองค์กรข้ามชาติ ความเข้าใจนี้สำคัญมาก เพราะต้นทุนของการตีความผิดในทีมข้ามวัฒนธรรมสูงกว่าที่คิด ความเงียบที่ถูกเข้าใจผิดว่าคือความเห็นด้วย อาจนำไปสู่การลาออกอย่างไม่ทันตั้งตัว หรือโปรเจกต์ที่ล้มเหลวโดยไม่มีใครกล้าพูดความจริงตั้งแต่ต้น การลงทุนเวลาทำความเข้าใจพัฒนาการของทีมตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงคุ้มค่ากว่าการแก้ปัญหาหลังทีมเสียความไว้ใจไปแล้ว

ความสุขที่แท้จริง ไม่ได้หยุดแค่ที่งาน แต่คือการรู้จักตัวเอง

การสร้าง Happy Workplace ไม่ได้มีความหมายแค่มิติของธุรกิจเท่านั้นค่ะ มันเชื่อมโยงลึกไปถึงการที่แต่ละคนได้ใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองอยากมีจริง ๆ ไม่ใช่แค่ทำงานให้เสร็จแล้วกลับบ้าน

แอดเองก็ได้เรียนรู้เรื่องนี้ผ่าน Insights Discovery® เครื่องมือที่ช่วยให้เรารู้จักตัวเองผ่านสไตล์การคิดและการสื่อสารของตัวเอง

สิ่งที่ Insights Discovery® ให้แอดไม่ใช่แค่คำอธิบายบุคลิกภาพนะคะ แต่มันช่วยให้แอดเห็นความกลัวของตัวเองชัดขึ้น เห็น blind spot ที่ไม่เคยรู้ตัวมาก่อน และเข้าใจว่าแอดควรแสดงตัวตนแบบไหนในทีม เพื่อให้คนรอบข้างรู้สึกมั่นใจที่จะเดินไปด้วยกัน

มันเปลี่ยนวิธีที่แอดคิดถึงตัวเองในระยะยาวด้วยค่ะ ไม่ใช่แค่ “วันนี้ต้องทำอะไร” แต่เป็น “แอดอยากเป็นใคร” และสิ่งนั้นเชื่อมโยงกับเป้าหมายขององค์กรยังไง

สำหรับแอด คำตอบคือการฝึกความ assertive ให้มากขึ้น เพื่อมาเติมเต็มความใจดีที่มีอยู่แล้ว เพราะความใจดีอย่างเดียว บางทีก็ไม่พอจะพาองค์กรไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ ต้องมีความกล้าที่จะพูดตรง ๆ กล้าตัดสินใจ กล้าตั้งขอบเขต ควบคู่ไปด้วย

ในบริบทของคนไทยที่เติบโตมากับความเกรงใจ และวัฒนธรรมที่มักสอนให้เรากลมกลืนไปกับคนอื่น ไม่โดดเด่นจนเกินไป การมีเครื่องมืออย่าง Insights Discovery® จึงเหมือนเป็นการให้ “การอนุญาต” ให้เรารู้จักความต้องการและความชอบของตัวเองอย่างแท้จริง แม้ในแต่ละวันเราจะยังเลือกปรับตัวเพื่อรักษาความกลมกลืนในทีมอยู่ก็ตาม

นี่แหละคือความหมายที่แท้จริงของ self-actualization ในมุมของแอด ไม่ใช่แค่ทีมทำงานเต็มศักยภาพเท่านั้น แต่รวมถึงผู้นำเองด้วย ที่ต้องกล้าเติบโตไปเป็นคนที่ตัวเองอยากเป็น เพราะการเติบโตของผู้นำ ส่งผลโดยตรงต่อความสุขและความสำเร็จขององค์กรในระยะยาว

กิจกรรมที่เหมาะกับแต่ละช่วงการพัฒนาของทีม?

จะเริ่ม Happy Workplace ยังไงดี ? คงเป็นสิ่งที่คุณตามหา จึงเสิร์จมาเจอบทความนี้ คำตอบคือ ต้องเริ่มสังเกตจากการรู้ก่อนว่าทีมอยู่ในช่วงไหนของพัฒนาการ แล้วเลือกกิจกรรมสำหรับ Happy Workplace ให้ตรงจุด

ช่วง Forming สร้าง Belonging

  • ทำ Team Purpose meeting ให้ชัดว่าทำไมทีมนี้ถึงต้องมีอยู่ และแต่ละคนได้อะไรจากการทำสำเร็จ ไม่ใช่แค่เล่า goal ของโปรเจกต์ แต่ถามแต่ละคนตรง ๆ ว่า “ถ้าทีมนี้สำเร็จ ชีวิตคุณจะเปลี่ยนไปยังไง” คำตอบของแต่ละคนนี่แหละคือ why ที่แท้จริงของเขา

  • แนะนำตัวต่อกันมากกว่าแค่ตำแหน่งงาน เช่น สไตล์การทำงาน สิ่งที่กังวล สิ่งที่เป็นจุดแข็งและสามารถนำมาใช้ในทีม การรู้ว่าเพื่อนร่วมทีมกังวลเรื่องอะไร ช่วยให้ทุกคนระมัดระวังและดูแลกันได้ตรงจุดตั้งแต่วันแรก

  • ผู้นำทีมเปิดเผยความไม่มั่นใจของตัวเองก่อน เพื่อให้คนอื่นกล้าเปิดใจตาม โชว์ความเป็นมนุษย์ต่อกันและกัน เพราะถ้าหัวหน้ายังดูสมบูรณ์แบบตลอดเวลา ทีมก็จะไม่กล้าแสดงความไม่มั่นใจของตัวเองเช่นกัน

ช่วง Storming สร้าง Esteem from others

  • ใช้ round-robin ให้ทุกคนพูดความเห็นก่อนสรุป ไม่ให้คนที่เสียงดังกลบเสียงคนที่ไม่เสียงเบา วิธีง่าย ๆ คือให้ทุกคนพูดเรียงตามลำดับก่อนที่จะเปิดให้ถกไอเดียกันอย่างอิสระ 

  • ผู้นำทีมให้เครดิตไอเดียโดยเอ่ยชื่อเจ้าของไอเดียเสมอ แม้ไอเดียนั้นจะถูกปรับเปลี่ยนไปแล้วในภายหลัง การเอ่ยชื่อเจ้าของความคิดตั้งต้นคือการบอกทีมว่า ทุกความเห็นมีคุณค่าตั้งแต่วินาทีที่พูดออกมา

  • แยกเรื่องของ ”คน” ออกจาก “งาน” เมื่อมีความเห็นต่าง ใช้ภาษาที่พูดถึงประเด็น ไม่ใช่ตัวบุคคล เช่น เปลี่ยนจาก ทำไมคุณคิดแบบนั้น เป็น “แนวทางนี้มีข้อดีข้อเสียยังไงบ้าง”

ช่วง Norming สร้าง Self-esteem

  • มอบอำนาจตัดสินใจเล็ก ๆ ให้ทีมเป็นเจ้าของ เริ่มจากการตัดสินใจที่ผลกระทบไม่ใหญ่มาก แล้วค่อย ๆ ขยายขอบเขต เพื่อให้ทีมได้ฝึกความมั่นใจทีละขั้น

  • ชื่นชมความก้าวหน้าของ บุคคล ไม่ใช่แค่ผลงาน หรือ outcome ของโปรเจ็คเท่านั้น เช่น ชมวิธีคิดหรือความกล้าตัดสินใจ ไม่ใช่แค่ชมว่างานเสร็จตรงเวลา เพราะสิ่งที่ทีมต้องการในช่วงนี้คือการรู้สึกว่าตัวเองเก่งขึ้นจริง ๆ

ช่วง Performing สร้าง Self-actualization

  • มอบงานที่ท้าทายตรงกับจุดแข็งของแต่ละคน แทนที่จะกระจายงานเท่า ๆ กันแบบไม่สนใจความถนัด ลองถามทีมตรง ๆ ว่าอยากลองทำอะไรที่ยากขึ้นบ้าง

  • ผู้นำเปลี่ยนบทบาทจากคนสั่งงาน เป็นโค้ช ที่ถามมากกว่าบอก เช่น เปลี่ยนจาก “ทำแบบนี้นะ” เป็น “คุณคิดว่าวิธีไหนจะได้ผลดีที่สุด” เพื่อให้ทีมได้ใช้ศักยภาพเต็มที่ ไม่ใช่แค่ทำตามคำสั่ง

ตัวอย่างบทสนทนาที่เปลี่ยนได้จริงในแต่ละช่วง

ช่วง Forming แทนที่จะถามว่า “มีคำถามอะไรไหม” ซึ่งมักได้แต่ความเงียบ ลองถามว่า “อะไรที่ทำให้คุณกังวลที่สุดเกี่ยวกับโปรเจกต์นี้” คำถามที่เจาะจงกว่า มักได้คำตอบที่จริงใจกว่า

ช่วง Storming แทนที่จะถามว่า “ทุกคนเห็นด้วยไหม” ซึ่งในบริบทไทยมักได้คำตอบว่าเห็นด้วยเสมอ ลองถามว่า “มีใครมองเห็นความเสี่ยงที่คนอื่นอาจไม่เห็นบ้าง” การเปลี่ยนกรอบคำถามแบบนี้ เปิดพื้นที่ให้คนกล้าแย้งได้โดยไม่รู้สึกว่ากำลังท้าทายใคร

ช่วง Norming แทนที่จะพูดว่า “เดี๋ยวหัวหน้าเช็คให้” ลองพูดว่า “คุณตัดสินใจได้เลย ถ้าติดขัดค่อยมาคุยกัน” ประโยคสั้น ๆ แบบนี้ ส่งสัญญาณความไว้ใจได้

ช่วง Performing แทนที่จะถามว่า “งานเสร็จหรือยัง” ลองถามว่า “งานนี้ตอบโจทย์เป้าหมายที่คุณอยากไปถึงหรือเปล่า” คำถามแบบนี้เชื่อมงานเข้ากับความหมายในชีวิตของคนทำงานจริง ๆ

สรุปสั้น ๆ ให้เห็นภาพรวม

Happy Workplace ที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากการมีสวัสดิการครบ 8 ประการเท่านั้น แต่เกิดจากผู้นำที่รู้ว่าทีมของตัวเองอยู่ช่วงไหนของ Forming-Storming-Norming-Performing และตอบสนองความต้องการที่ถูกต้องในช่วงนั้น ตั้งแต่การสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง ไปจนถึงการเปิดพื้นที่ให้แต่ละคนได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ ไม่ว่าทีมนั้นจะมาจากพื้นเพวัฒนธรรมเดียวกันหรือหลากหลายก็ตาม

กลับมาที่คำถามแรก

ทีมโปรเจกต์ของแอดตอนนี้ยังอยู่ที่ Forming ยังไม่ขยับไปไหนไกล พรุ่งนี้แอดกำลังจะนัดทีมคุยเรื่อง purpose ของโปรเจกต์นี้อีกครั้ง เพื่อเช็คเป้าหมายของแต่ละคนเมื่อโปรเจกต์นี้ประสบความสำเร็จ มันจะทำให้ชีวิตของแต่ละคนเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

เพราะถ้าแต่ละคนในทีมไม่มี why ที่แข็งแรงพอ ทีมจะไม่มีวันไปถึง Storming ได้เลยด้วยซ้ำ และเรื่องของการตั้งเป้าหมายให้ทีมมี “why” ที่ชัดพอ จะเป็นเรื่องที่แอดชวนคุยต่อในโพสต์หน้าค่ะ

กลับมาที่คุณบ้าง ทีมของคุณตอนนี้อยู่ช่วงไหน และความต้องการอะไรที่ยังไม่ถูกมองเห็น?

ลองสังเกตดูสัปดาห์นี้ แล้วมาเล่าให้แอดฟังก็ได้นะคะ


 คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Happy Workplace หรือองค์กรแห่งความสุข คือแนวคิดที่พัฒนาโดย สสส. เพื่อส่งเสริมความสุขของคนทำงานแบบรอบด้าน ไม่ใช่แค่เรื่องสวัสดิการ แต่ครอบคลุมทั้งสุขภาพกาย ใจ สังคม และการเงิน โดยมีเป้าหมายให้พนักงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งในและนอกที่ทำงาน และสามารถนำศักยภาพของตัวเองมาใช้ได้อย่างเต็มที่ในระยะยาว

Happy Body, Happy Heart, Happy Society, Happy Relax, Happy Brain, Happy Soul, Happy Money, Happy Family แต่ละข้อตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานที่แตกต่างกัน และองค์กรควรพิจารณาให้ครบทุกด้าน ไม่ใช่เลือกทำแค่บางข้อ เพราะแต่ละข้อล้วนเชื่อมโยงถึงกันและส่งผลต่อความสุขโดยรวมของพนักงาน

ช่วยให้พนักงานมีสุขภาวะที่ดี ลดความเครียด เพิ่ม engagement และทำให้ทีมทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว นอกจากนี้ยังช่วยลดอัตราการลาออกและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้องค์กรในสายตาคนหางาน โดยเฉพาะในตลาดแรงงานที่มีการแข่งขันสูงอย่างทุกวันนี้

กิจกรรมที่ได้ผลจริงต้องเลือกให้เหมาะกับช่วงพัฒนาการของทีม เช่น Team Purpose meeting ในช่วง Forming, round-robin discussion ในช่วง Storming, การมอบอำนาจตัดสินใจในช่วง Norming และงานท้าทายที่ตรงจุดแข็งในช่วง Performing

เริ่มจากการสังเกตว่าทีมของคุณอยู่ในช่วงไหนของ Forming-Storming-Norming-Performing แล้วเลือกกิจกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของช่วงนั้นโดยเฉพาะ ผู้นำที่เข้าใจว่าทีมกำลังต้องการอะไรในแต่ละช่วง จะสามารถสร้าง Happy Workplace ได้อย่างตรงจุดและยั่งยืนกว่าการทำกิจกรรมแบบเดียวกับทุกทีม โดยเฉพาะในทีมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ที่ต้องอาศัยความเข้าใจเพิ่มเติมนอกเหนือจากกรอบคิดพื้นฐาน

Happy Workplace กับทีมข้ามวัฒนธรรมต่างกันยังไง ทีมข้ามวัฒนธรรม โดยเฉพาะทีมที่มีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ มักแสดงสัญญาณของแต่ละช่วงพัฒนาการแตกต่างจากทีมทั่วไป เช่น ความเงียบในที่ประชุมอาจไม่ได้แปลว่าทีมเห็นด้วย แต่เกิดจากความเกรงใจและวัฒนธรรมที่เน้นการรักษาหน้า ผู้นำจึงต้องสังเกตสัญญาณที่ละเอียดกว่าปกติ และสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกคนกล้าแสดงความเห็นจริง ๆ

 


อ้างอิงแนวคิดจาก: Happy Workplace 8 ประการ (สสส.), Maslow’s Hierarchy of Needs (Abraham Maslow), Stages of Group Development (Bruce Tuckman)

สนใจพัฒนาทีมของคุณให้ผ่านแต่ละช่วงอย่างมีทิศทาง ทักมาคุยกับ Victus People ได้เลยค่ะ