5 โปรแกรมที่องค์กรต้องการมากที่สุดในปี 2025
นี้ คือ 5 โปรแกรมที่เราได้รับการขอให้ออกแบบและทำ workshop ให้ ซึ่งมาจากทั้งองค์กรในประเทศไทยและระดับโลก อยู่ในต่างอุตสาหกรรม ตั้งแต่ค้าปลีก เวชภัณฑ์ และสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ซึ่งครอบคลุมพนักงานกว่า 100,000 คนทั่วโลกทีเดียว
1. พัฒนา EQ และสร้างความยืดหยุ่นทางอารมณ์เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร (Building Emotional Intelligence and Resilience for a Thriving Workforce)
ทำไมสำคัญ: ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) เชื่อมโยงกับ ความพึงพอใจในงานที่สูงขึ้น ประสิทธิภาพที่ดีขึ้น และความเครียดที่ลดลง จากงานวิจัยของ Center for Creative Leadership พบว่า 75% ของความสำเร็จในอาชีพระยะยาวเกิดจาก EQ
- Google ได้สร้างโปรแกรม “Search Inside Yourself” เพื่อพัฒนาภาวะผู้นำที่มีประสิทธิภาพ และกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพัฒนาผู้นำ
2. เสริมสร้างการตระหนักรู้ในตนเอง และปรับค่านิยมของทีมให้สอดคล้องกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกัน
(Enhancing Self-Awareness and Aligning Team Values for Greater Collaboration)
ทำไมสำคัญ: ทีมที่มี Self-Awareness สูงขึ้น 40% สามารถทำงานร่วมกันได้ดีขึ้นและแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- Spotify และหลายองค์กรใช้ การให้ Feedback อย่างสม่ำเสมอ และการจัด Alignment Sessions เพื่อเสริมสร้างความตระหนักรู้ ส่งผลให้คะแนนความผูกพันของพนักงานเพิ่มขึ้น 10%
3.พัฒนาทักษะการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมและสร้างความเท่าเทียมในทีม (Strengthening Cross-Cultural Communication and Promoting Inclusivity in Global Teams)
ทำไมสำคัญ: 90% ของผู้นำระดับโลกเชื่อว่า Cultural Adaptability เป็นทักษะสำคัญของความสำเร็จ องค์กรที่มีความครอบคลุมหลากหลาย (Inclusive Workplace) มีโอกาสสร้างนวัตกรรมเพิ่มขึ้น 30% และเพิ่มกำไรขึ้น 25%
- Unilever ให้ความสำคัญกับความหลากหลายและการอยู่ร่วมกัน ส่งผลให้ นวัตกรรมเพิ่มขึ้น 50% และอัตราการคงอยู่ของพนักงานดีขึ้น
4.พัฒนาทักษะการโค้ชและการเป็นพี่เลี้ยงเพื่อสร้างผู้นำในอนาคต (Mastering Coaching and Mentoring to Develop Future Leaders)
ทำไมสำคัญ: รายงานของ McKinsey ระบุว่า องค์กรที่มีโปรแกรม Mentoring ที่แข็งแกร่งมีโอกาสประสบความสำเร็จด้าน Talent Retention มากกว่า 3.5 เท่า
- Deloitte ใช้ Coaching Program สำหรับผู้นำรุ่นใหม่ และสามารถเพิ่มความสามารถในการเป็นผู้นำได้ถึง 40%
5.สร้างแนวคิดแบบ High-Performance เพื่อผลักดันความสำเร็จขององค์กร (Fostering a High-Performance Mindset to Drive Organisational Success)
ทำไมสำคัญ: Harvard Business Review รายงานว่า การปรับเปลี่ยนแนวคิด (Mindset Shift) สามารถเพิ่มกำไรขึ้น 23% และเพิ่ม Employee Engagement ได้ 16%
- Microsoft ใช้วัฒนธรรม “Growth Mindset” ภายใต้การนำของ Satya Nadella ส่งผลให้ ประสิทธิภาพของพนักงานสูงขึ้น และรายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้น 17% ภายใน 2 ปี
Tips for Hybrid work environment
5 บทเรียนจากการสร้างโปรแกรม L&D กับพาร์ทเนอร์ที่ทำงานกันจากต่างมุมโลก
ตลอดเดือนที่ผ่านมา เราได้ทำงานกับพาร์ทเนอร์ที่อยู่ต่างประเทศ ออกแบบและพัฒนาโปรแกรม L&D ใหม่ และหนึ่งในนั้นอยู่ในรายการด้านบน
เราเข้าใจดีถึง ความท้าทายของทีมที่ต้องทำงานข้ามโซนเวลา วัฒนธรรม และมีรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกัน นี่คือ 5 บทเรียนสำคัญที่เราได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงค่ะ
1. เริ่มต้นด้วยความชัดเจน (Start with Clarity)
ต้องตกลงกันตั้งแต่แรกว่า เป้าหมายคืออะไร ต้องการที่จะตั้งเดดไลน์เมื่อไหร่และความสำเร็จมีหน้าตาเป็นแบบไหน สำหรับเรา ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่เพียงแค่ “ผลิตภัณฑ์” แต่เป็น กระบวนการค้นพบร่วมกัน ที่ทำให้ผลลัพธ์สุดท้ายดียิ่งกว่าที่เราคาดไว้ เพราะเมื่อทำงานร่วมกัน เราสร้างคุณค่ามากกว่าการทำงานคนเดียว จริงไหมคะ?
2. เลือกให้ถูกว่าควรยืนหยัดหรือยืดหยุ่น (Prioritise When to Compromise)
ทุกคนมีมุมมองและวิธีทำงานที่ต่างกัน บางครั้งทางแก้ที่เราคิดว่าใช่ อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทีม การทำงานร่วมกันคือการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทีม ไม่ใช่แค่ตัวเราเอง กุญแจสำคัญคือ รู้ว่าเมื่อไหร่ควรยืนหยัด และเมื่อไหร่ควรปล่อยวาง
3. ฝึกความอดทน และมองจากมุมของอีกฝ่าย (Practise Patience & Perspective-Taking)
สิ่งที่บางคนมองว่าเป็น “การตัดสินใจที่ช้า” อาจเป็น “การพิจารณาอย่างรอบคอบ” สำหรับอีกคน เพียงแค่เปลี่ยนมุมมองเล็กน้อย ก็สามารถเปลี่ยนจากความหงุดหงิดเป็นความเข้าใจได้
4. ทำให้สิ่งที่คิดอยู่ในใจชัดเจน (Make the Implicit Explicit)
อย่าคิดว่าอีกฝ่ายเข้าใจโดยไม่ต้องพูด ไม่ว่าจะเป็น ระยะเวลาการตอบกลับ ช่องทางการสื่อสารที่ถนัด หรือรูปแบบการตัดสินใจ บอกให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น ความคาดหวังที่ชัดเจนทำให้การทำงานร่วมกันราบรื่นขึ้น
5. ลงทุนกับความสัมพันธ์ (Invest in Relationships)
หนึ่งใน ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การร่วมมือของเราราบรื่น คือเวลาที่เราใช้เพื่อทำความรู้จักกันในฐานะ “คนคนหนึ่ง” ไม่ใช่แค่ “เพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง” ความเข้าใจเรื่อง Colour Energies ของตัวเองและของกันและกันช่วยให้เรา ใช้จุดแข็งของแต่ละคนให้เป็นประโยชน์ แทนที่จะรู้สึกหงุดหงิดกับความแตกต่าง
Hybrid Working จะอยู่กับเราไปอีกนาน ยิ่งเราเข้าใจตัวเองและทีมมากขึ้น เราก็จะทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น
คุณมีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไรบ้างคะ? 😊
เพิ่มคุณค่าให้กับเวิร์กชอปของเรา เพื่อผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

เวลาคือข้อจำกัดที่ใหญ่ที่สุด สำหรับลูกค้าของเรา โดยเฉพาะ ทีมที่ทำงานแบบไฮบริดในองค์กรข้ามชาติ ที่เดินทางมา กรุงเทพฯ เพื่อเข้าร่วมโปรแกรม L&D
เพื่อช่วยให้พวกเขา ใช้เวลาทุกนาทีได้อย่างคุ้มค่า เราจึงเพิ่ม คอร์ส e-learning ความยาว 25 นาที ให้ผู้เข้าร่วมสามารถเรียนรู้ล่วงหน้าก่อนเวิร์กชอป การปรับเปลี่ยนเล็กๆ นี้ช่วยให้เราสามารถใช้เวลาในเวิร์กชอปไปกับสิ่งที่สำคัญที่สุด เช่น
✅ การพูดคุยเกี่ยวกับการนำโมเดลไปประยุกต์ใช้จริง
✅ การสร้างความไว้วางใจและความปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety)
✅ การร่วมมือกันวางแผนที่นำไปใช้ได้จริงทั้งในระดับทีมและบุคคล
✅ การมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่สนุกและอินเทอร์แอคทีฟ เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ของทีม
เพราะ L&D ที่มีคุณค่ามากกว่า คือ การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืน 🚀

