ภาพลวงตาของคำว่ารู้จักตัวเอง (The Illusion of Knowing Ourselves)
เมื่อคืนก่อนเราไปฟอรั่มเล็กๆฟอรั่มหนึ่งมาค่ะ หัวข้อที่คุยกันเป็นเรื่องของการสร้างวัฒนธรรมองค์กร ตั้งแต่องค์กรเล็กๆ start up ไปจนถึงองค์กรใหญ่ๆ
สำหรับแอม วัฒนธรรมองค์กร เปรียบเหมือนอากาศที่ทุกคนในองค์กรหายใจ ถ้าอากาศมันสดชื่นนนเหมือนเดินอยู่บนเขาใหญ่ สมองเราก็สดชื่น ปอดก็แข็งแรง และร่างกายก็จะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
เรียกว่ามันสำคัญขนาดนั้น สำคัญมากๆ จริงงง

วัฒนธรรมเรียนรู้ได้ เปลี่ยนได้ สร้างได้
ตามที่วิกิพีเดียตามรูปด้านบน วัฒนธรรมองค์กรถูกกำหนดโดยพฤติกรรมทางสังคม (แปลว่าอะไรน่ะเหรอ ก็แปลว่า พฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ในองค์กรค่ะ) กิจวัตรที่ทำกันจนชิน (สิ่งที่ทุกคนทำทุกวี่วัน) และความเชื่อ (เหตุผลเบื้องหลังการกระทำต่างๆ)
หากคุณคือคนหนึ่งที่ต้องการสร้างวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งในทีมหรือองค์กรของคุณ
มันก็ขึ้นอยู่กับว่า คุณจะกำหนดพฤติกรรมของตัวคุณเองและคนในทีมอย่างไร
(เราสร้างบรรทัดฐานอย่างไรก็ได้อย่างนั้นค่ะ)
ตัวอย่าง: การสร้างวัฒนธรรมแห่งการเติบโต Growth Culture
หากต้องการสร้างวัฒนธรรมแห่งการเติบโต พฤติกรรมที่ต้องได้รับการส่งเสริม เช่น:
- สนับสนุนกันและกันในการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ
- ให้และเปิดรับ feedback กันเป็นเรื่องสุดจะปกติธรรมดา
- เปิดใจให้กว้างสุดๆต่อคำแนะนำและความเห็นของกันและกันในเรื่องงาน
พฤติกรรมของมนุษย์เรามีรากฐานมาจากค่านิยมและความเชื่อของเรา
วัฒนธรรม = ค่านิยม + ความเชื่อ ที่สะท้อนผ่านพฤติกรรม
ดังนั้นหากคุณต้องการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง
ถามตัวเองก่อนเลยค่ะว่า คุณรู้จักค่านิยมของตัวเองจริงๆไหม หรือตอนนี้แค่เลือกในสิ่งที่ฟังดูดี ในสิ่งที่คิดว่าน่าจะใช่เท่านั้น?
กับดักของค่านิยมที่ฟังดูดี vs. ค่านิยมที่แท้จริง
หลายคนอาจไม่เคยได้หยุดคิดถึงสิ่งที่สำคัญ หรือสิ่งที่เขาให้คุณค่าจริงๆ แต่พูดถึงเรื่องค่านิยมเหมือนกับเรื่องที่ดู “เท่ห์” เท่านั้น
คืนนั้นมีผู้เข้าร่วมฟอรั่มท่านหนึ่งแชร์ว่าเขาได้คิดเซ็ตของ value ในองค์กรของเขาเพื่อเป็นเกณฑ์ในการรับคนเข้าทีมเพิ่มเติมเมื่อถามเขาว่าช่วยแชร์ได้ไหมว่ามันคืออะไรบ้างเขายอมรับว่า
“ผมลืมไปแล้ว“
แอมคิดว่าสิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความจริงที่สุดจะสำคัญ:
การรู้จักตัวเองเป็นสิ่งจำเป็น
Value set ขององค์กรของคุณไม่จำเป็นต้องฟังดูน่าประทับใจ ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับบริษัทที่ประสบความสำเร็จ หรือเต็มไปด้วยคำศัพท์ที่ฟังดูดี
สำหรับองค์กรเล็กที่คุณเป็นเจ้าของกิจการเอง Value set เหล่านั้นควรสะท้อนถึงสิ่งที่คุณ เชื่อจริงๆ ลองนึกดูว่า
- อะไรที่ทำให้คุณนอนไม่หลับเพราะคุณต้องการให้มันเกิดขึ้น?
- อะไรที่ทำให้คุณรู้สึกมีความสุขและเติมเต็มทุกวัน?
- หรือแม้กระทั่งอะไรที่ทำให้คุณหงิดหงิดมากๆ สิ่งนั้นอาจจะตรงกันข้ามกับค่านิยมของคุณ
Value ของคุณแสดงออกมาในทุกสิ่งที่คุณทำ เช่นเดียวกับค่านิยมขององค์กรของคุณควรสอดคล้องกับค่านิยมส่วนตัวของคุณ หากมันไม่เหมือนทั้งหมด คุณต้องชัดเจนว่าเรื่องไหน สิ่งไหนที่ไม่ตรงกัน และหาวิธีเชื่อมโยงมันให้ได้
ตัวอย่าง:
หากค่านิยมส่วนตัวของคุณคือ Well being & Balance แต่บริษัทของคุณให้ความสำคัญกับ Excellence คุณต้องออกแบบพฤติกรรมที่ช่วยให้คุณสามารถรักษาทั้งสองอย่างไว้ได้
การตระหนักรู้ (Self awareness) และความชัดเจน(clarity) เป็นสิ่งสำคัญต่อความสุขและความสงบทางจิตใจ ซึ่งส่งผลไปถึงประสิทธิภาพการทำงาน หากค่านิยมและความเป็นจริงไม่สอดคล้องกัน นั่นคือจุดเริ่มต้นของความ …………

ทำไมการตระหนักรู้ในตนเอง Self Awareness ถึงสำคัญในชีวิตประจำวัน
งานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าคนที่มีการตระหนักรู้ในตนเอง (high self awareness) จะมีการตัดสินใจที่ดีขึ้น มีความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งขึ้น และมีชีวิตองค์รวมที่ดีขึ้น
คุณรู้จักตัวเองจริงๆ หรือไม่?
ในปี 2017 นักจิตวิทยาองค์กรอาจารย์ Tasha Eurich พบว่าคน 95% เชื่อว่าตนเองมีการตระหนักรู้ในตนเองสู้งงง แต่มีเพียง 10-15% เท่านั้นที่เป็นเช่นนั้นจริงๆ
อาจารย์บอกถึง 3 สาเหตหลักที่ทำให้บิดเบือนภาพว่ารู้จักตนเองคือ
- Blindspots มุมที่เราไม่เคยเห็น หรือ รู้ (แถมไม่มีใครเคยบอก หรือ เขาบอกแต่เราไม่ฟัง )
- หลอกตัวเอง (ป้าดดดดด) เราชอบมองตัวเองในแง่บวกมากกว่าความเป็นจริง
- ลัทธิตัวตน – โซเชียลมีเดียทำให้เราบ้าตัวเองมากขึ้น บ้าการยอมรับ และลืมตัวตนที่แท้จริง
เมื่อคุณรู้จักตัวเองจริงๆ คุณจะสามารถเห็นค่านิยม (value) ที่แท้จริงของคุณได้อย่างชัดเจน
ตัวอย่าง:
แอมรู้ตัวว่าวันที่เรียกว่า ‘วันที่ดีของแอม’ ต้องประกอบไปด้วย การ produce งานตามที่เราวางแผนให้ครบ ได้นั่งสมาธิ ได้ออกกำลังกาย ได้อ่านหนังสือ ได้เขียน ได้ดู netflix ซักตอน นั่นแหละคือ วันที่สมบูรณ์แบบล

แอมแปลกิจวัตรที่ทำให้แอมมีความสุขออกมาเป็น Value 2 ตัวนี้
Well being + Excellence
เราไม่ต้องไปมอง หรือ คิดให้สวยหรู แต่สังเกตกิจวัตรประจำวันของเรา
ใช้เวลาทำความรู้จักกับตัวเองจริงๆนี่แหละค่ะ
เราจะเพิ่ม Self Awareness ให้ตัวเองอย่างไร
Exercise ที่แอมใช้ coaching client เพื่อมองหา value มาจากงานศึกษาและวิจัยจิตวิทยาเชิงบวก (positive psychology) ปรับมาจากงานของอาจารย์ Kirschenbaum (2013) ชื่อว่า เติมคำในช่องว่างค่ะ
โดยเราจะสังเกตดูมิติสำคัญๆในชีวิตเราทั้ง 8 ด้าน
สุขภาพ l การงาน l ความสัมพันธ์ l การเงิน l ความสนุกสนาน l การเติบโต l สังคม l ความเชื่อ
(หลังไมค์มาได้นะคะถ้าอยากได้ลิสคำถามไปลองทำดู)
คุณจะมองเห็นและเข้าใจ่าอะไรคือสิ่งที่คุณให้คุณค่า (value) อย่างแท้จริง
คำถามเช่น
สิ่งที่เจ๋งที่สุดสำหรับเงินคือ ………………..
เพื่อนและคู่หูที่ฉันเคารพมีนิสัย……………
สิ่งที่ฉันตั้งตารอที่จะเจอในการทำงานคือ …………….
ฉันรักษาร่างกายให้แข็งแรงเพราะว่า …………………
ฉันชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆเพราะว่า ………………………
คุณจะเริ่มเห็นแพทเทิ่นสิ่งที่คุณให้คุณค่าในแต่ละคำตอบของคุณ
อีกวิธีง่ายๆคือ
สังเกตดูเวลาที่คุณตัดสินใจเรื่องใด แล้วดูอารมณ์ของตนเอง
อะไรเป็นสิ่งที่กระตุ้นอารมณ์คุณ อะไรทำให้คุณมีความสุข อะไรสร้างแรงบันดาลใจให้คุณ
เมื่อเราใช้ชีวิตสอดคล้องกับสิ่งที่เราให้คุณค่า ชีวิตจะมีความหมายและความสุขมากยิ่งขึ้น
และมันเริ่มต้นจากการมี Self Awareness การตระหนักรู้ในตนเองมากขึ้น ไม่ใช่สิ่งที่ฟังดูดีจากภายนอก
แต่เป็นเรื่องที่เราต้องสังเกตจากภายใน

ครั้งสุดท้าย
เมื่อวานเช้าฟัง podcast ของอาจารย์ Sam Harris ชื่อบทเรียน ‘ครั้งสุดท้าย’
- ครั้งสุดท้ายที่คุณกล่อมลูกเข้านอนคือเมื่อไหร่
- ครั้งสุดท้ายที่คุณบอกรักคุณพ่อ คุณแม่ของคุณคือเมื่อไหร่
- ครั้งสุดท้ายที่คุณใช้เวลากับเพื่อนสนิทของคุณคือเมื่อไหร่
พวกเราใช้ชีวิตเหมือนมันไม่มีที่สิ้นสุด
บางครั้งเราอาจจะลืมไปว่า เรามีวันหมดอายุขัย
บางครั้งเราแทบไม่เคยหยุดคิดเลยว่าเราใช้ ‘เวลา’ ไปกับสิ่งที่มีความหมายจริงๆ หรือไม่?
มองเข้าไปข้างใน
เรามีจำนวนวันในชีวิตจำกัด เราอยากจะใช้มันอย่างไร?

ถ้าเรามีอายุยืนถึง 90 ปี เราจะมีเวลาวงกลมชีวิตเท่ากับตามในรูป
(แต่ถ้าไม่ถึงหล่ะ?)
Tim Urban นักเขียนและเจ้าของเว็บไซต์ Wait But Why ออกแบบตารางเวลาชีวิตนี้
แค่ลองมองวงกลมแต่ละวงแล้วคิดดูว่า
เราได้ใช้เวลาในแต่ละวงอย่างเต็มที่และทำในสิ่งที่เราต้องการจริงๆหรือยังนะ
ทุกสัปดาห์ ทุกเดือนของวันเวลาที่ผ่านไป
เราเป็นคนกำหนดเองได้ทั้งหมดว่าจะใช้มันอย่างไร ถ้าเรามองคนที่เราอยากมีชีวิตแบบเขาบ้าง คนที่เรามองเป็นต้นแบบ มองเป็นตัวเอย่าง
พวกคนเหล่านั้นเขาก็มีเวลาเท่ากับเราในแต่ละวงเหมือนกับเราๆนี่แหละ
คำถามสุดท้ายที่แอมอยากชวนคิดคือ
คุณได้ใช้ทุกวันในแบบที่สอดคล้องกับสิ่งที่คุณให้คุณค่าจริงๆทุกวันแล้วหรือเปล่า?
ถ้าคำตอบคือ ยัง ………….
ลองค้นหาและสังเกตตัวเองนะคะ

