ถ้าขาด Psychological safety ในที่ทำงานจะเป็นอย่างไร ?

เมื่อที่ทำงานขาด Psychological safety จะเป็นอย่างไร ?

Psychological safety ในที่ทำงาน ถ้าขาดไปจะเป็นอย่างไร

เคยตกอยู่ในสภาวะที่บางครั้งกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะความสัมพันธ์ของคนที่ทำงานไม่ค่อยจะดีไหมคะ ? โดยเฉพาะอย่างยิ่งในองค์กรที่ก่อตั้งมายาวนาน เรารู้ว่าลึกๆแล้วคนที่ทำงานมาอย่างยาวนานกับองค์กร มีความรักความผูกพันธ์กับหลายสิ่งอยู่มาก แต่มีบางอย่างที่อาจจะค่อยๆขาดหายไประหว่างทางการทำงานร่วมกันมายาวนาน

ด้วยเหตุเพราะเราอาจจะละเลยหลงลืม การสร้างวัฒนธรรมที่ทุกคนกล้าจะสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา

เมื่อขาดการพูดคุยถึงปัญหาการทำงานด้วยกันอย่างแท้จริง และเริ่มมีกำแพงความเชื่อว่าทุกคนควรรู้หน้าที่ของตนเองโดยไม่ต้องบอก ไม่อยากเป็นคนสร้างความขัดแย้ง ไม่อยากเป็นคนที่ถูกมองว่าสร้างปัญหา

เลยเกิดพบรรยากาศของการกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แสดงถึงการที่คนทำงานขาดความรู้สึกปลอดภัยในการทำงานร่วมกันและก่อร่างเป็นเมฆครึ้มของความรู้สึกห่างเหินกันในที่ทำงานในที่สุด ซึ่งผลเสียไม่ใช่เพียงแค่เรื่องความสัมพันธ์แต่ส่งผลไปถึงประสิทธิภาพการทำงานด้วย

Psychological safety ช่วยอะไร ?

  • ช่วยสร้างพื้นที่ที่ทำให้เกิดไอเดีย ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์ ทุกคนจะกล้าลองสิ่งใหม่ๆ ทำให้เกิดการพัฒนา ทุกคนมีความเข้าใจว่าการมีความคิดต่างในเรื่องงาน ไม่ได้โยงไปสู่ปัญหาความสัมพันธ์ต่อกัน  มีความกล้าที่จะส่งเสียงความไม่เห็นด้วย ในองค์กรที่มีความรู้สึกปลอดภัยทางใจต่ำ ผู้คนมักจะเห็นคล้อยตามกันง่าย แต่ในทางตรงกันข้าม หากความเชื่อใจต่อกันมีสูง ก็จะทำให้เกิด AHA moment มีความคิดสร้างสรรค์พุ่งกระฉูดได้
  • ช่วยให้ทีมรับมือได้ดีกับความรู้สึกที่มีต่อข้อผิดพลาด การทำงานแบบไม่มีข้อผิดพลาดไร้ที่ติ ไม่น่าจะสามารถเกิดขึ้นได้ในที่ทำงาน แต่เมื่อมีข้อผิดพลาด วิธีการที่ทุกคนตอบสนองกับมันนี่แหละที่จะเป็นตัวชี้วัดว่า ทีมจะขับเคลื่อนไปทางไหน ตัวอย่างสถานการณ์ เช่น เมื่อมีคนกล้าพูดและบอกว่าตนเองทำผิดอะไรในโปรเจ็ค ไม่พยายามกลบเกลื่อน และเพื่อนร่วมงานทุกคนพร้อมรวมหัวช่วยกันแก้ไข โดยไม่ดุด่าว่ากล่าวกันก่อนเป็นสิ่งแรก สิ่งนี้จะทำให้ทุกคนรู้สึกว่า ทีมมีเป้าหมายเดียวกัน สามารถยอมรับข้อผิดพลาดของกันและกัน และพร้อมก้าวข้ามอุปสรรคไปด้วยกัน
  • ช่วยให้เกิดการกล้ายอมรับในสิ่งที่ไม่รู้ ความรู้สึกกลัวว่าคนอื่นมองว่าไม่ฉลาดเป็นความเปราะบางอย่างหนึ่ง แต่ในทางตรงกันข้าม หากทุกคนสามารถยอมรับในสิ่งที่ไม่รู้ ให้ความหมายกับมันได้ว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้เรียนรู้เพิ่มเติม ก็จะทำให้เกิดการเติบโตของทีม ทำให้ทีมเก่งขึ้น ไม่ใช่เสแสร้งว่ารู้แต่ไม่รู้และขาดโอกาสการเติบโต แต่นั่นแหบะค่ะ การจะทำให้คนกล้าบอกว่าตัวเองไม่รู้ได้ก็มีจุดเริ่มต้นมาจาก ความรู้สึกปลอดภัยทางจิตใจ ที่มากเพียงพอ ไม่อย่างนั้นใครกันนะจะกล้าบอก

Psychological safety - Victuspeople.com

คุณ Amy Edmondson อาจารย์ที่ Harvard business school ผู้เขียนหนังสือ The Fearless Organisation อธิบายถึง 2 สิ่งที่อาจเป็นที่เข้าใจผิดเมื่อนึกถึง Psychological Safety ไว้ว่า

1. ต้องสุภาพต่อกันตลอดเวลา

คือ ทุกอย่างอยู่ในโลกความดีงาม โลกที่มีแต่ความสุภาพต่อกัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วอาจทำให้คนรู้สึกห่างเหินไปกว่าเดิม เพราะทุกคนหลีกการปะทะ ไม่พูดสิ่งที่จำเป็นต้องพูด ทำให้ยิ่งเกิดช่องว่างของ ‘ความไม่เชื่อใจ’ ที่กว้างขึ้น

2. ต้องรู้สึกปลอดภัย สบายใจ

ไม่ควรพูดสิ่งที่ทำให้ไม่สบายใจต่อกัน ซึ่งบางครั้งความเป็นจริงที่ทำให้คนๆนึงพัฒนาขึ้น ไม่ได้มาจาก ‘แค่คำชม’ มันต้องมีความขมขื่นไม่สบายใจบ้างแหละ ที่ทำให้เราเติบโต

สรุปสุดท้ายมาถึง 5 วิธีสร้าง Psychological safety ในที่ทำงาน

1.การหมั่นขอความคิดเห็นทุกครั้งที่จบการพูดคุยกับทีม ให้ถาม Feedback จากทีมของคุณ หรือใช้คำถาม เช่น

    • จะมีวิธีไหนบ้างที่จะทำให้คุณทำงานกับผมง่ายขึ้น
    • มีอะไรที่ผมควรเลิกทำเพื่อจะทำให้การทำงานด้วยกันของเรามีประสิทธิภาพขึ้น

เราอาจต้องอดทนกับช่วงเวลาความตะขิดตะขวงให้ได้  คำตอบของการขอ feedback จะไม่ได้ออกมาง่ายๆทันที แต่เมื่อทีมกล้าพูดออกมาแล้ว ให้เราตั้งใจฟังเพื่อที่จะ ‘เข้าใจ’ ความคิดเห็นของเขา ไม่ใช่ฟังเพื่อตอบกลับในทันที เพราะมันเป็นธรรมดาที่เราอาจจะรู้สึกเหมือนถูกจู่โจม ถึงแม้ว่าเราจะเป็นคนขอให้คู่สนทนาเราพูดก็เถิด

2. กล้าที่จะเปลี่ยน สิ่งไหนที่เราเห็นสมควรว่าหากเราเปลี่ยนแล้วการทำงานจะดีขึ้น เราปรับและก็บอกคนในทีมว่าเราได้รับฟังมาจากไหน แสดงออกว่าเรารับรู้ถึงสิ่งที่เขาส่งมา ทำให้ทีมเห็นว่า ความคิดเห็นของพวกเขามีน้ำหนัก แต่ถ้าสิ่งไหนมันอาจจะไม่ได้เหมาะสมในการปรับ เช่นเดียวกัน เราต้องอธิบายให้ชัดเจนถึงเหตุผล ในวิธีการที่ไม่ได้หักหน้าใครว่าทำไมเราจึงไม่สามารถปรับตามคอมเม้นท์นั้นได้

3. หมั่นชื่นชม สิ่งสำคัญอีกสิ่งที่หัวหน้าทุกคนต้องทำ มีเรื่องราวหนึ่งจากหนังสือ ของคุณ John Maxwell ที่แอมชอบมากๆ เป็นเรื่องจริงที่เขาได้รับเป็นจดหมายขอบคุณจาก Tim William จ่าประจำสำนักงานนายอำเภอที่ Colorado Spring หน่วยงานของเขามีการลางานที่ต่ำมาก สิ่งเล็กๆที่เขาหมั่นทำ คือ การส่งข้อความส่วนตัวให้ลูกน้องในทุกสิ้นปีที่มีหัวข้อว่า ‘Thanks you I notice’ในอีเมลจะเป็นเรื่องราวที่ลูกน้องของเขาทุกคนได้ทำ แสดงให้เห็นว่าเขารับรู้และรู้สึกขอบคุณในสิ่งเล็กๆน้อยๆที่ทุกคนตั้งใจปฏิบัติ ซึ่งสร้างขวัญกำลังใจให้กับคนในทีมของเขาอย่างมาก

4. ให้คอมเม้นท์ที่ทีมสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้เมื่อเกิดข้อผิดพลาด การให้ feedback ตรงๆ ทำให้คนรู้สึกโอเคมากกว่าที่จะถูกทิ้งไว้กับความไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิด คนส่วนมากจะโอเคกับ constructive feedback เมื่อเราได้สร้าง psychological safety มาแล้วประมาณหนึ่ง

5. ทำให้ทีมเข้าใจ feedback ของเราอย่างแท้จริง การเลือกใช้คำพูดและสังเกตสำคัญมากๆ การเช็คความเข้าใจว่า ทีมเข้าใจตรงกับเราเป็นเรื่องที่ทำให้การสื่อสารสมบูรณ์แบบ

ตัวอย่างเรื่องราวที่อยากมาเล่าต่อ คือ เรื่องของคุณ Kim Scott ผู้เขียนหนังสือชื่อ Radical candor ในตอนที่เธอทำงานกับ google เธอเล่าว่ามีวันหนึ่งที่เธอมีพรีเซ้นท์งานที่เธอก็คิดว่าเธอทำได้ดีพอสมควร แต่หลังจากพรีเซนท์เสร็จ หัวหน้าของเธอเรียกขอพบเธอ หัวหน้าของเธอโดยปกติจะขอและให้ feedback ทุกครั้งในการทำงานร่วมกัน  เธอจึงรู้ในใจว่า  วันนี้จะต้องมีบางอย่างที่เธออาจจะทำได้ไม่ดีและต้องแก้ไขแน่ๆ แต่เธอก็ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวใดๆ

หัวหน้าของเธอเริ่มต้นจากการชมในสิ่งที่เธอทำได้ดีในการพรีเซ้นท์ และหลังจากนั้นจึงเริ่มให้ feedback ว่า วันนี้คุณพูด เอิ่มเยอะมากๆใน ระหว่างที่พรีเซ้นท์ คุณอยากจะไปฝึกการพูดกับ speech coach ไหม? คุณคิมพยักหน้าด้วยความเขินอาย แต่ยังไม่เข้าใจสิ่งที่หัวหน้าของเธอต้องการบอกสักเท่าไหร่ หัวหน้าเธอจึงพูดต่อไปว่า ตอนคุณพูด ทุกๆสามคำมีคำว่า ‘เอิ่ม’ ถ้าคุณอยากได้ speech coach ชั้นสามารถให้บริษัทจ่ายให้คุณได้ คุณคิมยังคงแค่พยักหน้าเขินอาย หัวหน้าของเธอจึงขยับและเปลี่ยนคำพูดให้ชัดเจนขึ้นว่า ตอนที่คุณพรีเซ้นท์แล้วคุณพูดเอิ่มหลายรอบจนน่ารำคาญ มันทำให้คุณดูไม่เป็นมืออาชีพและดูไม่โอเคเลย

สรุปสุดท้ายตรงประเด็น แต่สิ่งนี้ก็ไม่ได้ทำให้คุณคิมรู้สึกจุก เพราะเธอรู้ว่า สิ่งที่ได้จากหัวหน้าของเธอเป็นความหวังดีที่ทำให้เธอเติบโต และนั่นเรียกว่าเป็น สภาวะที่ psychological safety ระหว่างเธอและหัวหน้า มีต่อกันในการทำงาน

Psychological Safety ทำให้คนในทีมรู้สึกกระตือรือร้นในการทำงาน อยากมีส่วนร่วม

ทีมรู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองได้สื่อสารออกมา ‘มีความสำคัญ’ สามารถที่จะแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดกว้างและสร้างสรรค์ และ การสื่อสารที่มีมีคุณภาพ จะทำให้องค์กรสามารถเติบโตอย่างมั่นคง

มีวิธีการไหนที่คุณกำลังใช้อยู่บ้างคะ 🙂 ?

ติดต่อ VICTUS PEOPLE วันนี้ เพื่อรับคำปรึกษาและข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรแกรมการฝึกอบรม
ความรู้สึก ปลอดภัยทางใจ บรรยากาศ การทำงาน ที่ปลอดภัย การสื่อสาร อย่างเปิดเผย การยอมรับ ความผิดพลาด การเรียนรู้ จากความผิดพลาด ความคิด สร้างสรรค์ นวัตกรรม ประสิทธิภาพ การทำงาน ความสัมพันธ์ ที่ดีในทีม การลาออก การสื่อสาร Feedback ความไว้วางใจ การเคารพ การเปิดเผย การมีส่วนร่วม การทำงานเป็นทีม วัฒนธรรมองค์กร การพัฒนาองค์กร การบริหารจัดการ จิตวิทยา ในองค์กร บรรยากาศแห่งความปลอดภัย บรรยากาศ แห่งความไว้วางใจ บรรยากาศ แห่งการเคารพ การสื่อสาร ที่เปิดกว้าง การสื่อสาร ที่ตรงไปตรงมา การสื่อสาร ที่สร้างสรรค์ การสื่อสาร ที่รับฟัง การสื่อสาร ที่เข้าใจ การให้ Feedback ที่สร้างสรรค์ การรับ Feedback อย่างมีประสิทธิภาพ การเรียนรู้ การเติบโต การพัฒนา ศักยภาพ ความสำเร็จ การสร้าง Psychological Safety ในองค์กร เป็นสิ่งสำคัญ Psychological Safety ส่งผลดี ต่อประสิทธิภาพ การทำงาน พนักงาน ที่รู้สึกปลอดภัย ทางใจ มีแนวโน้ม ที่จะทำงาน อย่างมีส่วนร่วมมากขึ้น หัวหน้า มีบทบาท สำคัญในการสร้าง Psychological Safety ในองค์กร พนักงาน ทุกคน สามารถ มีส่วนร่วม ในการสร้าง Psychological Safety ในองค์กร