4 แนวคิด Leadership Development ที่ช่วยให้ผู้นำรับมือวิกฤตได้ดีขึ้น

เช้าวันจันทร์ คุณเปิดอีเมลแล้วเจอข้อความจาก Head of Sales คนสำคัญที่สุดของทีม  

“ขอลาออกโดยมีผลทันที” ไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ไม่มีเวลาเตรียมแผนสำรอง มีแต่ตัวเลขไตรมาสที่ยังไม่ปิด และทีมที่กำลังมองมาที่คุณ รอคำตอบว่า “ตอนนี้เราจะทำอย่างไรกันต่อ”

นี่ไม่ใช่สถานการณ์สมมติ นี่คือสิ่งที่ผู้นำองค์กรต้องเผชิญอยู่จริงในทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจที่มาแบบไม่ทันตั้งตัว หรือการสูญเสีย key person กะทันหัน 

ซึ่งเป็นเหตุผลที่หลายองค์กรชั้นนำในประเทศไทยเลือกใช้บริการพัฒนาผู้นำ (Leadership Development) เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้

ปัญหาในองค์กรเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้เสมอ สิ่งที่แยก “ผู้นำทั่วไป” ออกจาก “ผู้นำที่ยอดเยี่ยม” ไม่ใช่การที่วิกฤตไม่เกิดขึ้นกับพวกเขา แต่คือวิธีที่พวกเขารับมือกับมันต่างหาก

Dr. Anna Rowley นักจิตวิทยาองค์กรที่ทำงานร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของ Microsoft มานานกว่าทศวรรษ เริ่มทุก session กับคำถามที่ฟังดูไม่เกี่ยวอะไรกับธุรกิจเลย 

“เล่าเรื่องวัยเด็กของคุณให้ฟังหน่อย” เธอไม่ได้มาจากโลกธุรกิจ แต่มาจากโลกของนักกีฬาโอลิมปิก ซึ่งเธอทำวิจัยมาตลอดว่า 

“อะไรทำให้คนคนหนึ่งยืนหยัดได้ภายใต้แรงกดดันสูงสุด?” เธอพบว่านักกีฬาที่ยืนหยัดได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด แต่คือคนที่มีบางอย่างข้างในที่แข็งแกร่ง

ปี 1994 David Svendsen GM ของ Microsoft UK ได้ยินเรื่องงานวิจัยของเธอ แล้วโทรติดต่อไปหาเธอ เขาบอกเธอว่า 

“ทีมผู้บริหารของผมต้องการสิ่งนี้ การมีความแข็งแกร่งจากภายใน” 

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เธอเรียกว่า Short-Term Corporate Therapy (STCT) ซึ่งมัน ไม่ใช่การนอนบนโซฟาระบายความเครียดแบบการบำบัด แต่เป็นกระบวนการที่มีเป้าหมาย มี deadline และวัดผลได้ ให้ผู้บริหารของ Microsoft ได้เรียนรู้วิธีการรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตามลักษณะขององค์กรเทคโนโลยี

 


หลังจากทำงานกับผู้นำ Microsoft มามากกว่าหนึ่งทศวรรษ Dr. Anna พบว่าสิ่งที่แยกผู้นำที่รับมือวิกฤตได้ดี ออกจากผู้นำที่ล้มไปกับมัน ไม่ได้อยู่ที่ทักษะการทำงานมากนัก แต่อยู่ในเรื่องภายในตัวผู้นำเองใน 4 เรื่องนี้

4 แนวคิดเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้นำในวันที่ต้องเผชิญวิกฤต

กลยุทธ์ที่ 1: Belief ความเชื่อที่ไม่สั่นคลอน

Belief ไม่ใช่แค่การเชื่อในวิสัยทัศน์องค์กร แต่คือความเชื่อในตัวเองที่แข็งแรงพอจะไม่สั่นคลอนเมื่อถูกท้าทาย Dr. Anna นำแนวคิดนี้มาจากงานวิจัยนักกีฬาโอลิมปิกของเธอ ที่พบว่านักกีฬาที่ยืนหยัดได้ในแรงกดดันสูงสุด ไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด แต่คือคนที่ “เชื่อมั่นในตัวเองอย่างไม่มีเงื่อนไข” แม้ในวันที่ผลการฝึกซ้อมแย่ที่สุด 

ผู้นำในวิกฤตก็เช่นกัน หลายคนที่ดูมั่นใจภายนอก อาจกำลังมีเสียงในหัวที่กำลังกระซิบว่า “ถ้าฉันตัดสินใจผิด ฉันจะดูโง่มาก” หรือ “ถ้าแผนนี้ล้มเหลว คนจะมองฉันยังไง?”

Dr. Anna เรียกเสียงเหล่านี้ว่า Automatic Thoughts ความคิดอัตโนมัติที่เกิดขึ้นเร็วมากจนเราไม่ทันรู้ตัว แต่กำลังควบคุมการตัดสินใจของเราอยู่ทุกวัน โดยเฉพาะในวันที่ต้องตัดสินใจเร็วที่สุดและมีข้อมูลน้อยที่สุด

ในหนังสือ Leadership Therapy เธอเล่าเคสของผู้บริหารคนหนึ่งที่เธอเรียกว่า บ๊อบผู้ซึ่งอยากผลักดันตัวเองให้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำในแบบของตัวเอง แต่ automatic thought ที่คอยฉุดรั้งเขาไว้คือ ความกังวลว่าถ้าเขาผลักดันไอเดียนี้ออกไปแล้วคนไม่ชอบ เขาจะดูโง่มาก ความคิดนี้ทำให้ บ๊อบเก็บไอเดียที่ดีที่สุดของตัวเองไว้เงียบ ๆ ในห้องประชุมซ้ำแล้วซ้ำเล่า และไม่แสดงออกถึงศักยภาพที่แท้จริงให้ทีมได้เห็น

ก่อนที่ผู้นำจะพาทีมผ่านวิกฤตได้อย่างมั่นคง ต้องกลับมาถามตัวเองก่อนว่า 

“ฉันเชื่อในตัวเองจริง ๆ หรือแค่กำลังแสดงว่าเชื่อ?”

กลยุทธ์ที่ 2: Self-Awareness  รู้จัก Behavioral Signature ของตัวเอง

Dr. Anna เรียกรูปแบบพฤติกรรมที่เป็นตัวเราซ้ำ ๆ ในทุกสถานการณ์ว่า Behavioral Signature เหมือนลายนิ้วมือที่มีเพียงแบบเดียว และติดอยู่ในทุกที่ที่เราสัมผัส เรามักสังเกตได้ทันทีว่าเพื่อนร่วมงานคนนั้น “ชอบพูดแทรก” หรือหัวหน้าคนนั้น “เงียบเมื่อกดดัน” แต่กลับมองไม่เห็นว่าตัวเองทำแบบเดียวกัน  

และในวิกฤต Behavioral Signature นี้จะยิ่งเด่นชัดขึ้น เพราะภายใต้ความกดดันสูงสุด คนเรามักดึงพฤติกรรมเดิม ๆ ที่คุ้นเคยออกมาใช้โดยอัตโนมัติ ไม่ว่ามันจะช่วยหรือทำร้ายสถานการณ์ก็ตาม

หนังสือเล่าเคสของผู้บริหารอีกคนที่ชื่อ ไบรอันผู้มีปัญหาเรื่องการได้รับการยอมรับและการใช้อำนาจของตัวเอง Dr. Anna ให้เขาลองเขียน essay เล่าตัวเองในมุมบุคคลที่สาม เหมือนเฝ้าดูตัวเองหนึ่งวันจากภายนอก แล้วนำมาวิเคราะห์ผ่าน Johari Window กรอบที่แบ่งตัวตนออกเป็น 4 ส่วน คือสิ่งที่เรารู้และคนอื่นก็รู้ (Open) สิ่งที่เรารู้แต่คนอื่นไม่รู้ (Hidden) สิ่งที่คนอื่นเห็นแต่เรามองไม่เห็น (Blind) และสิ่งที่ไม่มีใครรู้เลยแม้แต่ตัวเราเอง (Unknown) แบบฝึกหัดนี้ช่วยให้ ไบรอันมองเห็น Blind Spot ของตัวเองที่ทีมเห็นมาตลอด แต่ไม่มีใครกล้าบอกเขาตรง ๆ

 

 

นี่คือเหตุผลที่ Self-Awareness สำคัญมากในวันที่ต้องแก้ปัญหาในฐานะผู้นำ 

เพราะปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ “ไม่รู้ว่าต้องทำอะไร” แต่อยู่ที่ “ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่” ในวันที่กดดัน หรือ เครียดที่สุด

กลยุทธ์ที่ 3: Trust ความเชื่อมั่น ความไว้ใจ กาวที่ยึดทีมไว้ในวันวิกฤต

Trust ไม่ใช่แค่การไว้ใจลูกน้อง  แต่คือการสร้างพื้นที่ที่ทีมรู้สึกปลอดภัยที่จะพูดความจริง Dr. Anna พบว่า trust คือ กาวที่ยึดทุกอย่างไว้ด้วยกัน ทีมที่มี trust สูงไม่ได้แค่ทำงานร่วมกันได้ดี แต่พวกเขากล้าบอกสิ่งที่องค์กรต้องการได้ยิน ไม่ใช่แค่สิ่งที่หัวหน้าอยากได้ยิน และ trust ไม่ได้สร้างได้จากคำพูด แต่สร้างจากความสม่ำเสมอระหว่างสิ่งที่คุณพูดกับสิ่งที่คุณทำ ในทุกวัน ในทุกการตัดสินใจ ทุกครั้งที่มีแรงกดดัน

ยิ่งในวิกฤต จุดนี้ยิ่งชี้เป็นชี้ตาย เพราะทีมที่ขาด trust ไม่ได้แค่ทำงานช้าลง แต่พลังงานทั้งหมดจะถูกใช้ไปกับการ ระวังตัว ไม่ใช่ที่การ แก้ปัญหา จริง ๆ

กลยุทธ์ที่ 4: Power & Ambition ใช้อำนาจที่แท้จริงในวันที่กดดันที่สุด

Dr. Anna ถามผู้บริหารทุกคนว่า 

“คุณอยากให้คนกลัว หรืออยากให้คนรัก?” ฟังดูเหมือนคำถามง่าย ๆ แต่คำตอบที่แท้จริงมักไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่คุณตอบ แต่อยู่ที่พฤติกรรมที่คุณแสดงออกมาทุกวันโดยไม่รู้ตัว 

และในวิกฤต คำถามนี้จะยิ่งชัดขึ้นกว่าวันปกติ เพราะผู้นำหลายคนหันไปใช้อำนาจแบบเผด็จการทันทีที่รู้สึกกดดัน

ผู้นำที่ใช้อำนาจจากความกลัว จะได้ผลลัพธ์ระยะสั้น ได้ทีมที่ “ทำตามสั่ง” ไม่ใช่ทีมที่ “คิดเพื่อองค์กร” 

ส่วนผู้นำที่ใช้อำนาจจากความไว้วางใจ อาจดูช้ากว่าในระยะแรก แต่สร้างทีมที่กล้าบอกความจริง กล้าเสนอไอเดีย และอยู่กับองค์กรในระยะยาว โดยเฉพาะในวันที่องค์กรต้องการทุกไอเดียที่มีเพื่อผ่านพ้นวิกฤตไปให้ได้

ทำไม Self-Awareness ถึงสำคัญต่อการแก้ปัญหาในฐานะผู้นำ?

ถ้าสังเกตดี ๆ ทั้ง 4 แนวคิดข้างต้นวนกลับมาที่จุดเดียวกันเสมอ Self-Awareness

Belief ที่มั่นคง เกิดจากการรู้ทันว่า Automatic Thoughts ของตัวเองกำลังพูดอะไรอยู่ Trust ที่แท้จริง เกิดจากการรู้ว่าพฤติกรรมของเราส่งผลต่อความรู้สึกปลอดภัยของทีมอย่างไร และ Power ที่ใช้ถูกทาง เกิดจากการถามตัวเองตรง ๆ ว่ากำลังนำด้วยความกลัวหรือความไว้วางใจ

นี่คือเหตุผลที่ Victus People ให้ความสำคัญกับ Self-Awareness ในการออกแบบโปรแกรม Leadership Development, Executive Coaching, Team Development และการใช้เครื่องมือระดับสากลอย่าง Insights Discovery® เพื่อช่วยให้ผู้นำเข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น และสร้างทีมที่พร้อมเติบโตไปด้วยกัน

Leadership Development ช่วยองค์กรได้อย่างไร?

การพัฒนาภาวะผู้นำไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะกับตัวผู้บริหาร แต่ส่งผลต่อทั้งองค์กรในระยะยาว เช่น

  • เพิ่มความไว้วางใจและการสื่อสารภายในทีม

  • พัฒนาผู้บริหารให้ตัดสินใจได้ดีขึ้นภายใต้ความกดดัน

  • ลดความขัดแย้งระหว่างทีมและแผนก

  • สร้าง High Performance Team ที่พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง

  • พัฒนาผู้นำรุ่นใหม่เพื่อการเติบโตขององค์กรอย่างยั่งยืน

เมื่อผู้นำเปลี่ยน วิธีคิดของทีมก็มักเปลี่ยนตาม และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงระดับองค์กร

สัญญาณที่บอกว่าทีมของคุณพร้อมรับมือวิกฤต (หรือยังไม่พร้อม)

3 สัญญาณที่ทีมพร้อม

  • ทีมพูดความจริงแม้เป็นข่าวร้าย ไม่รอให้ถูกถามก่อนถึงจะเล่าปัญหา 

  • คนในทีมกล้าเสนอไอเดียที่แตกต่างจากหัวหน้า โดยไม่กลัวว่าจะถูกมองว่า “สร้างปัญหา” 

  • และเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน ทีมโฟกัสไปที่ “จะแก้อย่างไร” เร็วกว่าที่จะโฟกัสไปที่ “ใครผิด”

3 สัญญาณที่ยังต้องพัฒนา

  • ทีมเงียบในที่ประชุม แต่กระซิบความกังวลนอกห้องประชุม 

  • คนในทีมรอให้หัวหน้าสั่งก่อนถึงจะขยับ แม้เห็นปัญหาอยู่ตรงหน้า 

  • และเมื่อมีเรื่องผิดพลาด พลังงานส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการหาว่าใครควรรับผิดชอบ มากกว่าจะหาทางแก้ไข

ถ้าทีมของคุณมีสัญญาณกลุ่มที่สองอยู่มากกว่า นั่นไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการกลับมาทบทวนว่า Trust ในทีมตอนนี้อยู่ตรงไหน

Download Team Performance Assessment เพื่อเช็คว่าตอนนี้ทีมงานของคุณอยู่ตรงไหนได้ที่นี่

ลองถามตัวเองสั้น ๆ วันนี้

ใน 4 แนวคิดนี้ คุณแข็งแกร่งที่สุดตรงไหน และตรงไหนที่คุณยังไม่กล้าเผชิญกับตัวเอง?

บางครั้งคำถามที่ยากที่สุดไม่ใช่คำถามจากลูกน้องหรือหัวหน้า แต่คือคำถามจากตัวเราเองนี่แหละ

วิกฤตจะเกิดขึ้นกับทุกองค์กรไม่วันใดก็วันหนึ่ง สิ่งที่กำหนดว่าคุณจะพาทีมผ่านมันไปได้หรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่แผนสำรองที่เตรียมไว้เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าคุณรู้จักตัวเองในฐานะผู้นำมากแค่ไหน และพร้อมจะสร้างทีมที่กล้าเดินเคียงข้างคุณผ่านช่วงเวลานั้นหรือเปล่า

หากคุณเป็นผู้บริหารหรือฝ่าย HR ในประเทศไทยที่กำลังมองหาบริการพัฒนาผู้นำ (Leadership Development) หรือการจัดเวิร์กชอปด้วยเครื่องมือ Insights Discovery® เพื่อสร้าง Team Synergy และพัฒนาศักยภาพผู้บริหารระดับสูง

สามารถทักเข้ามาพูดคุยและปรึกษาแนวทางการจัดโปรแกรม อบรมผู้บริหาร ร่วมกับ Victus People ได้เลยค่ะ


อ้างอิงจาก Leadership Therapy: Inside the Mind of Microsoft โดย Dr. Anna Rowley (2007)

✉️ Hello@victuspeople.com

FAQS

Leadership Development คือกระบวนการพัฒนาความรู้ ทักษะ และวิธีคิดของผู้นำ เพื่อให้สามารถบริหารทีม ตัดสินใจ และสร้างผลลัพธ์ที่ดีให้กับองค์กรได้อย่างยั่งยืน

Self-Awareness ช่วยให้ผู้นำเข้าใจความคิด พฤติกรรม และผลกระทบของการสื่อสารต่อตัวทีม ซึ่งเป็นพื้นฐานของการสร้างความไว้วางใจและการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ

เหมาะสำหรับผู้บริหาร หัวหน้าทีม และผู้จัดการที่ต้องการพัฒนาศักยภาพการเป็นผู้นำ รับมือกับความเปลี่ยนแปลง และเติบโตในบทบาทที่รับผิดชอบมากขึ้น

Team Building มักเน้นการสร้างความสัมพันธ์ระยะสั้น ขณะที่ Team Development มุ่งพัฒนาวิธีการทำงานร่วมกัน การสื่อสาร ความไว้วางใจ และประสิทธิภาพของทีมในระยะยาว