“ผู้นำที่เป็นโค้ช” คุณได้รับสิทธิ์โค้ชคนอื่นแล้วหรือยัง?

“ผู้นำที่เป็นโค้ช” คุณได้รับสิทธิ์โค้ชคนอื่นแล้วหรือยัง?

มีคำถามหนึ่งที่ผู้บริหารและผู้นำองค์กรหลายคนอาจไม่เคยถามตัวเอง

“ฉันได้รับสิทธิ์ที่จะโค้ชคนอื่นแล้วจริงๆ หรือ?”

ในยุคที่องค์กรทั่วโลกให้ความสำคัญกับผู้นำที่เป็นโค้ช (Leader as Coach) มากขึ้นเรื่อยๆ หลายคนกำลังเรียนเทคนิคการตั้งคำถาม เรียน GROW Model เรียนทักษะการฟัง และนำไปใช้กับทีมงานทันที แต่ Gregg Thompson ผู้เขียน The Master Coach กลับบอกว่า การทำแค่นั้น คุณอาจกำลังข้ามขั้นตอนที่สำคัญที่สุดไปค่ะ

เพราะการโค้ชที่แท้จริงไม่ได้เริ่มจากสิ่งที่คุณทำได้ แต่มันเริ่มจากคุณเป็นใคร

หากคุณอยากให้การทำ Coaching ในองค์กรมีผลกระทบเชิงบวกและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ลูกน้องของคุณได้จริงๆ Victus People อยากชวนคุณมาสำรวจ “ตัวตน” ของการเป็นผู้นำผ่านบทความนี้ค่ะ

ระดับของภาวะผู้นำ

เมื่อพูดถึง ระดับของภาวะผู้นำ นักวิชาการหลายคนแบ่งออกเป็นขั้นๆ ตั้งแต่การนำตัวเองได้ดี (Lead Self) ไปจนถึงการนำองค์กร (Lead Organization) แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ การเป็นผู้นำที่เป็นโค้ช (Leader as a coach) ต้องการมากกว่าแค่ทักษะการโค้ช แต่ลึกซึ้งไปถึง “ตัวตน” ที่พัฒนาแล้วในระดับที่มากเพียงพอ

Thompson ใช้คำว่า “Earning the Right to Coach” หรือ “การได้รับสิทธิ์ที่จะโค้ช” ซึ่งสะท้อนความจริงหนึ่งข้อที่ใครก็ตามที่เคยได้รับการโค้ชจะรู้ดี 

เราไม่ได้เปิดรับทุกคนที่อยากโค้ชเรา เราเปิดรับเฉพาะคนที่เรารู้สึกได้ว่า ‘เขาอยู่ตรงนี้เพื่อเรา ไม่ใช่เพื่อตัวเขาเอง’ 

ซึ่งสิทธิ์นั้นไม่มาจากตำแหน่ง ไม่มาจากประสบการณ์ และไม่มาจากใบการรับรองที่คุณไปเรียนมา แต่มาจากคุณลักษณะ 4 ประการที่ Thompson เรียกว่าหัวใจของ Character หรือ “ตัวตนของโค้ช”

4 คุณลักษณะสำคัญสู่การเป็น Leader as Coach ที่ทรงพลัง

1. ความแท้จริง (Authenticity): การไม่มีหน้ากากปิดบังตัวตน  และไม่มีวาระอื่นซ่อนเร้น

สำหรับ Thompson ‘ความแท้จริง’ ไม่ใช่แค่สไตล์การสื่อสาร และไม่ใช่แค่การเปิดเผยตัวตน ในแบบที่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจ

ความแท้จริงที่เขาพูดถึง คือ ความสอดคล้องระหว่างคุณค่าภายในกับพฤติกรรมภายนอกของคนๆนั้น 

คุณมีความชัดเจนว่าคุณยึดมั่นในอะไร ให้คุณค่ากับสิ่งไหน สิ่งที่คุณแสดงออกต่อหน้าสังคมและลับหลัง คือ สิ่งเดียวกัน คุณไม่เสแสร้งในสิ่งที่คุณไม่ได้เป็น ไม่ได้เชื่อ และไม่ได้อยากทำ 

Authenticity สร้างความเชื่อมั่น (Trust) และในฐานะผู้นำ คุณรู้ดีว่าหากคุณขาดความเชื่อมั่นจากทีม ไม่ว่าคุณจะมีคำถามที่ทรงพลังขนาดไหน จะมีโค้ชชิ่งเทคนิคที่ดีอย่างไร คุณก็จะไม่สามารถทำให้ผู้ได้รับการโค้ชเปิดใจทำงานกับตัวเองอย่างแท้จริง

สิ่งที่จะช่วยให้คุณรู้ว่าคุณมีความสอดคล้องทั้งภายในและพฤติกรรมที่แสดงออกมาข้างนอก ได้แก่

  • มีความชัดเจนกับสิ่งที่ตนให้คุณค่า และแสดงออกอย่างสม่ำเสมอในทุกสถานการณ์ เช่น หากคุณให้คุณค่ากับ ความซื่อสัตย์ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์เช่นไร คุณจะยึดมั่นในสิ่งนั้น ถึงแม้มันอาจจะไม่ได้ให้ผลกระทบที่ดีที่สุดกับคุณ
  • ดำเนินชีวิตตามคุณธรรมและจริยธรรมที่ยึดมั่นภายใน 
  • รับผิดชอบต่อการตัดสินใจและผลกระทบที่ตามมาอย่างเต็มร้อย ไม่ใช่ผลักภาระ ความรับผิดให้ผู้อื่น และรับแต่ความชอบเข้าตนเอง

2. ความภาคภูมิใจในตัวเองที่แท้จริง (Self-Esteem): ความมั่นคงภายในที่ไม่ต้องการมีเรื่องภายนอกมาบอกคุณ

บทนี้อาจเป็นบทที่คนอ่านแล้วประหลาดใจมากที่สุด เพราะเมื่อพูดถึงทักษะการโค้ช คนส่วนใหญ่คิดถึงความมั่นใจ (confidence) แต่คุณ Thompson หมายความถึงสิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นค่ะ

ผู้นำที่เป็นโค้ชที่ดี มีสิ่งที่เขาเรียกว่า ความมั่นคงภายใน (Inner Groundedness) ซึ่งหมายความว่าพวกเขาไม่ ต้องการ อะไรจากการสนทนาโค้ชชิ่ง ไม่ต้องการให้คนอื่นรู้ว่าตัวเองเก่ง ไม่ต้องการการยืนยัน ไม่ต้องการความรู้สึกว่า “ฉันช่วยเขาได้”

นี่คือความแตกต่างระหว่างโค้ชที่ดีกับโค้ชที่ดูดีแต่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ อ่านถึงตรงนี้ คิดว่าตัวเองยังมีความยึดมั่นว่า ฉันต้องเป็นโค้ชที่ (ดู)ดีบ้างไหมคะ

โค้ชที่มี self-esteem เปราะบางจะไม่สามารถ ถอยออก จากการสนทนาได้จริงๆ พวกเขายังต้องการสิ่งตอบแทน เช่น การได้รับการยอมรับ ต้องการแสดงความฉลาด อยากได้ความรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้การโค้ชไม่ใช่เรื่องของ Talent (ผู้ถูกโค้ช) อีกต่อไป

3. เจตนาที่สง่างาม (Noble Intention): นึกถึงผู้ได้รับการโค้ชมากกว่าตนเอง

นี่คือแนวคิดที่ Thompson พูดถึงบ่อยที่สุดตลอดทั้งเล่ม มันฟังดูตรงไปตรงมาแต่ยากที่จะลงมือทำจริงๆ

Noble Intention คือการตัดสินใจที่จะวางผลประโยชน์ ความต้องการ และวาระของตัวเองไว้ก่อน แล้วมุ่งพลังงานทั้งหมดไปที่ความก้าวหน้า ความสำเร็จ และวาระของคนที่เราโค้ช

ฟังดูก็ไม่น่าจะยากนะ แต่หากลองนึกดูว่าในความเป็นจริง  เรา (โดยเฉพาะผุ้ที่เป็นหัวหน้างาน)โค้ชคนอื่นเพราะอะไร?

บางครั้งเราโค้ชเพราะหงุดหงิดกับผลงานของเขา บางครั้งเพราะอยากให้คนอื่นมองว่าเราเป็นเมนเทอร์ที่ดี บางครั้งเพราะเราสนุกกับการสนทนาแบบนี้ Thompson ไม่ได้ตำหนิแรงจูงใจเหล่านี้ เขารู้ว่ามันเป็นเรื่องของมนุษย์ปุถุชน แต่เขาบอกว่า หากเราไม่วางมันลง การโค้ชก็จะไม่มีวันทรงพลังได้จริงๆ

และที่สำคัญเจตนาที่คุณมี มันไม่สามารถถถูกปิดบังได้ ผู้ได้รับการโค้ชรู้ได้เกือบทันทีว่าการสนทนานี้เป็นเรื่องของพวกเขา หรือเป็นเรื่องของตัวคุณ

สิทธิ์ในการโค้ชมาจาก ความตั้งใจ (intention) การกระทำ (action), สิ่งที่ให้คุณค่า (values) และ คุณธรรม (virtue)โดยเฉพาะ ความเห็นอกเห็นใจ ความกล้าหาญ และการมีมนุษยธรรม  ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องแสดงออกมาในชีวิตจริง ไม่ใช่แค่ในห้องโค้ชชิ่ง

4. ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence): เข้าใจอารมณ์ของตนเอง เข้าใจอารมณ์ของคนรอบข้าง 

Thompson ใส่เรื่องความฉลาดทางอารมณ์ ไว้ในท้ายสุดของส่วน Character เพราะ EQ เป็นตัวที่รวมคุณสมบัติ 3 อย่างแรกเข้าด้วยกัน

ในบริบทของการโค้ช ความฉลาดทางอารมณ์หมายความว่าโค้ชสามารถ อ่านสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงๆ ในห้อง และตอบสนองต่อสิ่งที่ มีอยู่จริง ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาคาดหวัง รวมถึงมีความสามารถในการควบคุมอารมณ์ตนเองและตอบสนองอย่างเป็นผลประโยชน์ต่อผู้ได้รับการโค้ชมากที่สุด

โค้ชที่มี EQ สูงสังเกตเห็นเมื่อพลังงานของผู้ได้รับการโค้ชเปลี่ยนไป เข้าใจว่าความเงียบบางครั้งมีประโยชน์กว่าคำพูด พวกเขามีความสนใจอย่างแท้จริง (Genuine Curiosity) ต่อคนที่อยู่ตรงหน้า ไม่ใช่กำลังวิ่งตามสิ่งที่อยู่ในหัวของตนเองว่าบทสนทนานี้ควรจะออกมาเป็นอย่างไร

ในการโค้ชที่ดี โค้ชและผู้ได้รับการโค้ช มองเห็นถึงศักยภาพ เห็นถึงอุปสรรค และเห็นถึงความพร้อมในการเปลี่ยนแปลง 

สิ่งที่ Thompson พยายามบอกไม่ได้หมายความว่า  เทคนิคและทักษะไม่สำคัญ แต่คือ ถ้าไม่มี ‘ตัวตนของโค้ช’ (Character) ที่แข็งแกร่งพอ เทคนิคทั้งหมดก็จะเป็นเพียงเปลือกนอก

ลองคิดดูนะคะ ว่าบางครั้งเราได้ยินคำแนะนำจากคนสองคน แต่การรับรู้ของเราอาจต่างกันโดยสิ้นเชิง คนหนึ่งพูดแล้วเราอยากลุกขึ้นลงมือทำ อีกคนพูดแล้วเราอยาก (หนี)ออกจากห้อง …..

ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่คำพูด แต่มันอยู่ที่ ตัวตน ของคนที่พูด พอนึกภาพออกใช่ๆไหมคะ

ในการพัฒนาภาวะผู้นำ และเป็นผู้นำที่เป็นโค้ชอย่างแท้จริง  สิ่งสำคัญที่สุด คือ คุณต้องรู้ตัวว่า คุณมีตัวตนอย่างไร 

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าได้รับสิทธิ์แล้ว?

คุณ Thompson ไม่ได้เขียน checklist ให้เรา แต่มีสัญญาณบางอย่างที่เราควรสังเกตอย่างต่อเนื่อง:

  • คนในทีมมาหาคุณเพื่อขอพื้นที่ แสดงความคิดเห็น ไม่ใช่แค่ขอ คำตอบ
  • เมื่อคุณถามคำถาม คนฟังอย่างตั้งใจ ไม่ใช่แค่ตั้งตารอให้คุณพูดจบๆไป
  • คุณรู้สึกสบายๆที่จะนิ่งเงียบในการสนทนา และไม่อึดอัดในทุกๆ ความเงียบเพื่อแสดงออกว่าคุณรู้
  • ผลสำเร็จของผู้ได้รับการโค้ช ทำให้คุณรู้สึกดีจริงๆ แม้คุณจะไม่ได้รับเครดิตแม้แต่น้อยก็ตาม

และสัญญาณที่บอกว่า คุณอาจต้องรอเวลาก่อน:

  • คุณรู้สึกหงุดหงิดเมื่อ ผู้ได้รับการโค้ชไม่ทำตามสิ่งที่คุณแนะนำ
  • คุณรีบเสนอคำตอบให้ผู้ได้รับการโค้ชของคุณก่อนที่จะฟังเขาจนจบ
  • คุณต้องการให้คนอื่นรู้ว่าคุณโค้ชเก่ง 
  • ความสำเร็จของการโค้ชวัดจากการที่เขาทำตามแนวทางของคุณ ไม่ใช่แนวทางของเขาเอง

สรุป เริ่มที่ตัวเองก่อนเสมอ

ถ้าคุณกำลังพัฒนาตัวเองในฐานะผู้นำที่เป็นโค้ช หรือกำลังฝึกฝนทักษะการโค้ช ในองค์กร คำถามที่ Thompson ฝากไว้มีเพียงข้อเดียว:

ก่อนที่คุณจะถามว่า “ฉันจะโค้ชอย่างไรให้ได้ผลลัพธ์?” 

ลองกลับมาถามก่อนว่า “ฉันได้รับสิทธิ์ที่จะโค้ชแล้วหรือยัง?”

ถ้าคำตอบที่คุณได้ยังไม่ชัดเจน นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดของการเดินทางของการสร้าง Character ในการเป็นผู้นำที่เป็นโค้ชค่ะ

หากองค์กรของคุณกำลังมองหา แนวทางการทำ Leadership Coaching หรือต้องการพัฒนาผู้นำที่เป็นโค้ช (Leader as Coach) ที่ออกแบบมาให้ตอบโจทย์บริบทธุรกิจและวัฒนธรรมการทำงานของไทยโดยเฉพาะ สามารถปรึกษาทีมงานและออกแบบโปรแกรมร่วมกับ Victus People เพื่อร่วมกันสร้างผู้นำที่นำด้วย Character และสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างยั่งยืน

🎯 พิเศษสำหรับผู้บริหารและ HR! เริ่มต้นประเมินและสำรวจศักยภาพการเป็นผู้นำของตัวคุณหรือทีมงานในองค์กรวันนี้ สามารถดาวน์โหลดแบบทดสอบและเครื่องมือพัฒนาตัวเองได้ฟรีจาก Victus People

บทความนี้อ้างอิงจาก The Master Coach: Leading with Character, Building Connections, and Engaging in Extraordinary Conversations, โดย Gregg Thompson (2017)